ฉี่…..

เสียงอักษรของความเงียบ  กำลัง กัด กิน เศษหัวใจเหี่ยวๆของเธอ เธอเป็นสรรนามแทนหญิงสาว เธอคนนี้ก็เหมือนเธอคนอื่นๆ เธอคนนี้มีความรัก  มีหัวใจที่พองโต และมัน เพิ่งจะหายไป และมันเพิ่งจะเหี่ยวลง

เมื่อห้านาทีที่แล้ว

 “ความรู้สึกของพี่มีให้แฟนพี่ได้คนเดียว ไม่เหลือให้ใครอื่นอีก”

 ไม่ต่างจากฉี่ ประโยคนี้เป็นเพียงตัวอักษรไม่มีเสียง 
ผ่านจดหมายอิเล็คทรอนิกส์
ไม่มีกระดาษ ไม่มีหมึก ไม่มีซอง ไม่มีแสตมป์
ไม่มีลายมือของเขา  
ไม่มีรอยหยดน้ำซักหยดหรือสองหยดซึมแห้งเป็นคราบมาให้เห็นเป็นร่องรอยให้ได้ตีความหรืออะไรทั้งนั้น
ไม่มีอะไรจับต้องได้เลย
เหมือนความรักของเธอคนนี้
เหมือนความรักของเธออีกหลายหลายคน
ไม่มีตัวตนอยู่จริง
ไม่มีที่ให้ความรักของเธอ ในใจเขา
ไม่มีที่ให้ตัวตนของเธอ ในชีวิตเขา

 หญิงสาวไม่อาจทนให้ความเงียบ และความว่างเปล่าสมคบคิดกันมากินโต๊ะจีนหัวใจเธออีกต่อไป

เธอปิดประตูห้อง
ห้องขนาดหกคูณสี่เมตร ซึ่งเพิ่งถูกจัดให้เรียบร้อยอย่างที่ไม่เคยเรียบร้อยมาก่อน เรียบร้อยจนเธอเองยังรู้สึกไม่สบายตัวอย่างที่เป็นมา  แต่เธอจัดมัน หวังเพียงว่า หากเขาคนนั้น กลับมาอีกครั้ง จะได้ไม่วุ่นวายใจไปกับเศษเส้นผมที่ร่วงๆสะสม กับเศษกระดาษที่รกๆไม่สะสาง เธอจัดมัน หวังเพียงว่า เรื่องเล็กๆสักเรื่องที่เธอควบคุมได้อย่าง ห้องที่สะอาดขึ้นจะทำให้อะไรอะไรไม่เป็นไปอย่างที่มันเพิ่งจะเป็นไป จัดทั้งที่รู้ว่าโอกาสที่เขาจะมาไม่มี เหมือนกับที่ หวังทั้งที่รู้ว่าโอกาสที่เขาจะรักไม่มี

เธอปิดประตูหัวใจ
หัวใจขนาดเท่ากำปั้นที่เธอกำไว้เสมอเวลาคิดถึงเขา หัวใจกำลังเหี่ยวหดลดขนาดลงจากผลของประโยคไม่มีเสียงประโยคเดียวประโยคนั้น

“พอแล้วพอ ฉันพอดีกว่า” เธอโน้มน้ามใจตัวเอง

เธอออกจากห้องที่อยู่คนเดียวมาตลอดหกปี
เธอออกจากห้องที่เขาเคยมาเพียงหนเดียว
เธอออกมาจากห้องทั้งสองห้องนั้น ปิดประตู ปิดหัวใจ
เธอออกไปในชุดสีดำ
สีเก่งของเธอในวันที่ต้องการแสดงความมั่นใจอย่างมาดแมนเพื่อกลบเกลื่อนอะไรอะไรในใจมากมาย

 “ไปมั้ยน้อง” มอเตอร์ไซค์รับจ้างถาม
“ไปร้านโดนัทที่สยามพี่ ตรงข้ามพาราก้อนค่ะ” เธอกระโดดขึ้นหลังยานพาหนะของชายแปลกหน้า
การนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายที่ดีอย่างหนึ่ง เธอคิดอย่างนั้น

ทั้งความเร็วที่ไม่ใช่เธอเป็นคนควบคุม
ทั้งกระแสลมเย็นที่มาปะทะหน้าทะลุจมูกสูดเข้าไปจนชื่นปอดชื่นใจ
ทั้งความรู้สึกหวาดหวั่นไม่มั่นคงที่เอาชีวิตไปฝากไว้กับชายแปลกหน้า
เธอมีทฤษฏีว่า การนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างนั้น เหมือนการมีความรัก ช่วงสั้นสั้น

 “พี่ หยุดๆๆๆ มือถือเราหล่น” เธอสะกิดชายแปลกหน้าให้หยุดการเคลื่อนที่ร่วมกันของเธอกับเขาไว้ชั่วคราว

ชายแปลกหน้าคนนี้ใจดีเป็นพิเศษ ยังไม่ทันที่เธอจะคิดได้ว่าควรทำอย่างไรกับ “อุบัติเหตุ” ตรงหน้า เขาเดินฝ่าฝูงรถติดหนึบหนับหน้าห้างใหญ่ออกไปกลางท้องถนน แล้วก้มลงหยิบเศษซากมือถือลายมิกกี้เม้าส์ไม่มีลิขสิทธิ์นำเข้าจากประเทศจีนแดง เขาเดินไปอีกสองก้าว แล้วก้มลงอีกครั้งเพื่อหยิบเอาแบตเตอรี่แบนๆที่เต็มไปด้วยลายดอกยางสีด่างพร้อย เขาส่งเศษซากมือถือคืนด้วยรอยยิ้มให้กำลังใจ ชายแปลกหน้ายังใจดีมากจนไม่ยอมรับค่าจ้างขนส่งหญิงสาวเจ้าปัญหามายังปลายทาง
เขาเพียงพูดว่า
“แค่นี้น้องก็ซวยพอแล้ว เก็บตังค์ไว้ซื้อมือถือใหม่ละกัน”
“ขอบคุณมากค่ะพี่”
สิ้นเสียงแสดงความซาบซึ้ง มอเตอร์ไซค์ฮีโร่ก็ไปตามทางของเขา
หญิงสาวก็ไปตามทางของเธอ แต่เธอก็ไม่ลืมคิดในใจ
“พี่มอเตอร์ไซค์ใจดีแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องไปรับผู้โดยสารคนอื่นต่อตามหน้าที่ของเค้า”

เหตุการณ์นี้ให้ข้อพิสูจน์ยืนยันทฤษฏีของเธอที่ว่า
“การซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่ต่างนักกับ การมีความรักช่วงสั้นสั้น”

 เมื่อพี่มอเตอร์ไซค์ลับตา
และคนในโลกแห่งความฝันก็ถอนตัว
และเครื่องมือสื่อสารที่เชื่อมเธอกับโลกภายนอก ก็กลายเป็นเศษแท่งพลาสติกนำเข้าที่ตายสนิท
เธอจึงเหลือเพียง “ตัวเอง”
และเธอจึง “ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้”

เมื่อธุระที่ร้านโดนัทใจกลางกรุงเทพมหานครเสร็จสิ้น
จุดหมายแรกที่เธอน่าจะไป ตามสามัญสำนึกแล้ว ควรจะเป็นอีกห้างหนึ่งซึ่งอยู่ละแวกนั้น
ห้างที่จะทำให้เธอกลับมาติดต่อกับโลกภายนอกผ่านแท่งพลาสติกนำเข้าได้อีกครั้ง
เธอมุ่งหน้าตามสามัญสำนึก แล้วก็หยุดกึกอยู่ที่หน้าร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือที่ชั้นสี่ห้างมาบุญครอง

ขณะกำลังจะก้าวไปร้องทุกข์กับช่างซ่อมหน้าตาดี เธอก็อุตริคิดได้ว่า
“ลองไม่มีมือถือดูซักพักจะเป็นอะไรไป”
ปกติก็ไม่ใช่ว่าจะมีใครใครโทรมา แล้วปกติก็ไม่ใช่ว่าจะรับสายใครใครที่โทรมา
“แล้วจะซ่อมมันไปเพื่อใครล่ะไอ้มือถือเนี่ย”

ราวกับได้ยินเสียงเรียกแห่งจิตลึกสำนึก ทันใดนั้นมีกลิ่นบางกลิ่นมาเตะต่อมรับรู้ในรูจมูกเธอ
เธอถอยครืดดดดตามกลิ่นต้องสงสัย มาถึงหน้าร้านขายขนมเบื้องชิ้นละสิบบาท

“กินขนมเบื้องเพื่อตัวเองน่าจะดีกว่านะ” เธอแอบคิด แต่ไม่แอบกิน เธอกินอย่างโจ่งแจ้งและอิ่มอร่อย

 อิ่มขนมเบื้อง ก็ยังไม่รู้ว่าเบื้องหน้าจะเป็นยังไง
ไอ้ชีวิตที่มันติดต่อไม่ได้เนี่ยมันจะยังไง มันน่าจะเหงาใช่มั้ย แล้วมันเหงากว่าที่เป็นอยู่ได้อีกเหรอ
อะไรต่ออะไรแล่นไปมาหลายเลนเหลือเกินในหัวของเธอ
มารู้ตัวอีกที เธอยืนอยู่หน้าเลนรถเมล์หน้าห้างมาบุญครองเสียแล้ว

เธอกำลังจะก้าวเท้าขึ้นรถเมล์โดยที่ยังไม่ได้ตกลงปลงใจกับความคิดตัวเองถึงจุดหมายที่จะก้าวเท้าลง
แต่บังเอิญเธอยังไม่อิ่มดี เลยตกลงกับกระเพาะอาหารไปว่าจะไปซื้อของสดที่ห้างอีกห้างไม่ไกลจากห้างเดิม
แล้วจะทำหมูกะทะกินคนเดียวฉลองให้กับวันสุขวันนี้สักหน่อย

ฉลองให้มือถือที่เพิ่งพังพ้นไป
ฉลองให้รักที่เพิ่งผ่านพ้นไป

 การเดินช้อปปิ้งคนเดียวไม่ใช่เรื่องที่มีรายละเอียดน่าเล่าเท่าไหร่ จะมีน่าตื่นเต้นก็เห็นจะเป็นเรื่องสินค้าป้ายแดงที่กรณีนี้ไม่ได้แสดงถึงความใหม่ แต่ตรงข้ามกับแสดงถึงความใกล้หมดอายุไข สินค้าพวกนี้ราคาถูกจนไม่น่าปล่อยผ่านให้บูดให้เสียไปโดยไม่มีความผิดอะไร  เธอคว้าสินค้าป้ายแดงอย่างกระตือรือร้นราวกับว่าเกรงสินค้าจะหมดอายุไขก่อนมือเธอจะเอื้อมไปถึง

 เรื่องน่าตื่นเต้นอีกอย่างของการเดินช้อปปิ้งคนเดียว ก็คงหนีไม่พ้น การได้สบสายตากับชายหนุ่มหน้าตาดีที่กำลังงุ่มง่ามอยู่กับการเลือกผักเลือกปลา แต่ที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้นคือการลุ้นว่า เขามาคนเดียวอย่างเธอหรือเปล่า สถานการณ์แบบนี้ถูกพิสูจน์มาแล้วอย่างนับครั้งไม่ถ้วน ว่า เขา มักมากับ เธอ อีกคน ซึ่ง ณ ขณะนั้น ไปทำธุระบางอย่างอยู่ที่สุขา หรือบางครั้งก็หลงทางอยู่ที่แผนกสินค้าลดราคา

แต่ในบางโอกาส เธอได้พบว่า เขา ก็ มัก มากับ เขา อีกคน ซึ่งมัก ก็กำลังง่วนอยู่ที่แผนกสินค้าลดราคาเช่นกัน  ข้อสรุปของการทดลองล้อเล่นกับทฤษฎีพรหมลิขิตครั้งนี้ก็คือ
เขา มัก มา เป็น คู่
ในขณะที่เรานั้นมาเดี่ยวเสมอ

ตัดมาถึงห้องสี่เหลี่ยมขนาดหกคูณสี่ห้องเดิมที่เป็นที่อยู่ของกระทะสำหรับการทำหมูกะทะกินเดี่ยวในวันสุขนี้
ห้องเดิม ก็เหมือนเดิม ทุกวันที่ไขกุญแจ
กลิ่นเดิมเดิม ความทึมทึมเดิมเดิม ความเงียบ และ ว่างเปล่า เดิมเดิม
วันนี้ไม่เหมือนเดิมก็ตรงที่มี งานเลี้ยง
หมูกระทะกินเดี่ยวในที่รโหฐานนั้นแม้อร่อย ก็อร่อยอย่างเหงาเหงา
ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ต่างกันอย่างเนื้อหมูเป็นหนังหมู กับอารมณ์ของหมูกระทะหมู่ที่กินกันในที่โล่งแจ้ง
ไม่ว่าอารมณ์ต่างกันแค่ไหน ท้องก็อิ่มเหมือนกัน

 ขณะกำลังเปรมปรีด์กับเนื้อหมูสุกได้ที่
หญิงสาวเงยหน้ามันๆมองดูนาฬิกาเรือนเดิม เห็นเวลาเดิมเดิม
ซึ่งมักเป็นเวลาที่เธอเอาตัวเองออกจากโลกแห่งความจริง เข้าสู่โลกเสมือน
เพื่อไปรับออกซิเจนจากเขามาเติมให้ชดเชยทั้งวันที่หายใจไม่ออกเพราะความคิดถึง

แต่วันนี้ ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะ แหล่งผลิตออกซิเจนแห่งโลกเสมือนได้ยื่นใบลาออกจากชีวิตเธอไปแล้ว ถึงเวลาที่เธอต้องกลับมาหายใจด้วยสองรูจมูกของเธอเอง บนโลกแห่งความจริงใบเดิมใบนี้ ที่ไม่มีเขา อีกครั้ง

 ประตูห้อง ถูกปิดพร้อมประตูหัวใจ สภาพทั้งห้องและหัวใจ ยังคงเหมือนเดิม ดันทุรังอยู่อย่างนี้ต่อไป หญิงสาวอาจสำลักกลิ่นเนื้อไหม้ตายไปอย่างน่าอนาถได้ ยิ่งหายใจไม่ค่อยออกเพราะอำนาจของความคิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วอย่างนี้ เธอคงต้องออกไปหาอากาศใหม่ใหม่ หายใจ อีกครั้ง

เธอออกไปในชุดสีดำ ที่ทำให้ดูแข็งแกร่ง ชุดเดิม ที่เพิ่มมาคือ ตุ้มหูสีดำ อีกสองสามเม็ดในรูที่หูอีกสองสามรู ที่เพิ่มมาเพื่อ ทำให้ดูแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม อีกสักหน่อย แล้วเธอก็เดินแมนๆไปอย่างงงๆ ในใจก็ยังสงสัย ว่า ตัวเองจะไปไหน ไปทำไม แต่ก็ไม่ทำให้เธอหยุดเดิน

 ระหว่างทางเดิน ในย่านที่เธออาศัย เธอต้องผ่านผับบาร์ที่คึกคักไปด้วยผู้คนและเสียงดนตรี ยิ่งเฉพาะคืนนี้ที่เป็นคืนสุข จากการสังเกตการณ์ระยะใกล้บ้างไกลบ้างเป็นกว่าหกปี เธอมีทฤษฎีให้กับคืนสุข ว่า คืนสุขนั้น ผู้คนมักไม่ยอมกลับบ้านกันง่ายๆ ต้องอยู่แสวงหาความสุขกันจนสิ้นสุขเสียก่อน โดยไม่สนใจหรอกว่าพอพ้นคืนสุข ที่ตามติดมาก็คือวันเศร้า และวันเศร้านั้นดูจะห่างไกลไปมาก ในขณะเมามายจนวินาทีสุดท้ายของคืนสุข

 เพลงที่วงดนตรีกำลังเล่นสดสดอยู่คือเพลงที่มีใจความเป็นประโยคขอร้องอย่างสิ้นหวังว่า  “โปรดส่งใครมารักฉันที” ระหว่างเธอเบี่ยงตัวหลบหนุ่มนักเมาในชุดนักศึกษาที่ลุกขึ้นยืนเปล่งเสียงแสดงความคล้อยตามเพลงดังกล่าว ท่อนฮุกสุดแซ๊ดจากปากเขาซุกซนมาเล่นกับความรู้สึกของเธอซ้ำๆ เธอรู้สึก จึ้ก จึ้ก ในหัวใจ และนึกสงสัยว่า “เห้อ เหงาทำไมกันนักกันหนาเนี่ยคนเรา”

เธอ หลบ หลีก ฝูงคนที่รายล้อม ขณะพยายามทำตัวเองให้ดูไม่ไหวหวั่นไปกับเนื้อหาของบทเพลง

 ด้วยว่าเวลานี้ ณ สถานที่แบบนี้ หญิงสาวเดินเดี่ยวมักมีจุดประสงค์ที่ตรงไปตรงมาเพื่อเป็นเป้าสายตาและเป้าอื่นใดของค่ำคืน หญิงสาวเจ้าของเรื่องของเราจึงย่อมต้องตกเป็นเป้า สายตาหลายคู่จากบาร์นั้นจะสะกิดถามเธอด้วยประโยคเดียวกันว่า “น้องสาวไปไหนคนเดียวดึกๆไม่เหงาเหรอจ๊ะ”

เธอสับเท้าถี่ขึ้น  ยกไหล่ให้ตั้งเข้าไว้ เชิดหน้ามั่นใจ แล้วรีบเดินหน้าเมินพ้นไป เพื่อแสดงความมั่ใจ หญิงสาวข้ามถนนโดยไม่ใช้สะพานลอย  ด้วยจังหวะที่เหมือนโดนแกล้ง เธอข้ามได้แค่ครึ่งทาง เธอก็ติดเกาะอยู่กลางถนนหน้าผับที่เพิ่งเดินเริ่ดผ่านมา

 โดดเด่นเหลือเกิน ถนนทั้งเส้นไม่มีใครเค้าข้ามกัน เธอยังมั่นใจเดินต่อไป แหงนหน้าเชิดมองฟ้า แถมยังมีอารมณ์จะชื่นชมกับความโรแมนติกของค่ำคืน เธอมองเห็นพระจันทร์ พระจันทร์คืนนี้วางตัวอยู่ระหว่างครึ่งดวงกับเต็มดวง ความก้ำกึ่งของพระจันทร์ทำให้เธอหงุดหงิดได้อย่างเหลือเชื่อ เธอไม่พอใจในความขาดขาดเกินเกินของพระจันทร์คืนนี้ แต่พระจันทร์อยู่สูงเกินเธอจะด่าให้ได้ยิน เธอละสายตาจากพระจันทร์ทำท่าทีไม่ใยดี แล้วทันใดนั้น เธอหันไปเห็น ต่ะต่ะต่ำ ตำ ตำรวจจราจร ห่านตายแล้ว จะโดนปรับมั้ยเนี่ย จะติดคุกมั้ยเนี่ย จะโทรบอกให้ใครมาประกันล่ะเนี่ย มือถือเจ๊งอยู่นะเนี่ย ความรู้สึกร้อนลนเผาผลาญความฉลาดพอที่จะคิดได้ว่าการข้ามถนนใต้สะพานลอยไม่ใช่คดีอาญา

 เมื่อไม่มีสติ เธอจิ่งวิ่งไป เพื่อที่จะ …. ผลั่กกกก ปึก ปึก
ขาเธอพันกัน หัวเข่าซ้ายลดระดับลงสัมผัสพื้นเกาะกลางถนนอย่างไม่ทันตั้งตัว หัวเข่าขวาไม่ยอมน้อยหน้าลงมาจูบพื้นโลกด้วยทันที เธออยู่ในท่าคุกเข่า ในใจอ้อนวอนฟ้าดิน ขอให้ไม่มีสายตาสักคู่แถวนั้นที่เป็นพยานเหตุการณ์เข่าอ่อนกลางถนนของเธอ แต่ฟ้าไม่ปราณี ธรณีไม่ไว้หน้า สายตานับร้อยจากป้ายรถเมย์ลงแขกกันจ้องเจ๊าะแจ๊ะท่าทางทุลักทุเลของเธอ เธอทำได้เพียงก้มเก็บเศษหน้าแต่ละชิ้นๆกับเศษความมั่นใจที่อุตส่าห์สวมมาอย่างดี  เก็บเศษที่แตกเป็นเสี่ยงๆใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ ชันเข่าซ้ายทีขวาที ลุกขึ้นยืน

 แปล๊บบบบ
ข้อเท้าซ้ายร้องขอเวลา “แป๊บ” มันช้ำจนตั้งตัวให้รับน้ำหนักของเธอไม่ไหว เธอยืนพยายามทรงตัวอยู่พักใหญ่ ใหญ่จนรู้สึกได้ว่าน้ำหนักของแรงกดดันจากคลื่นสายตาเริ่มเบาเบางลง เธอก้มลง พยายามแสดง “ความไม่เป็นไร” ผ่านสีหน้าท่าทางเหมือนไม่แคร์ ทำแมนกลบเกลื่อนด้วยการ ใช้ถุงโค้กที่หิ้วมาโปะลงที่ร่องรอยบนเข่าทั้งสองข้าง เมื่อสีแดงจางหาย สิ่งที่ปรากฏคือรอยแผล

“ก็แค่แผลถลอก ทำไมเลือดเยอะขนาดนี้ จะออกให้หมดตัวเลยเหรอ” เธอประชดร่างกายตัวเอง

 จังหวะนั้น ถนนโล่ง เธอกระเผกกระเผกข้ามถนนไปนั่งลงบนขั้นบันไดรถไฟฟ้ามาหานะจ๊ะ เริ่มทำการเยียวยาตัวเอง เธอล้างแผลด้วยน้ำโค้ก ….ก็ดูจะแมนไป เธอล้างแผลด้วยน้ำแข็งที่เหลืออยู่ในถุง ปัดฝุ่นที่เปรอะเปื้อน หมุนข้อเท้าไปมาหาจุดที่เจ็บปวดน้อยที่สุด แล้วเธอก็ลุกขึ้นยืน
เดินต่อไปทั้งความเจ็บ แปลบ แปลบ ที่ไม่ได้มีอยู่แค่ในข้อเท้า

ทฤษฎี
ของเธอที่คิดได้ระหว่างลังเลใจจะเอาน้ำโค้กล้างแผลเพื่อแสดงความไม่แคร์ในขั้นสุด คือ ความแข็งแรงที่อ่อนแอที่สุดคือความพยายามที่จะไม่แสดงความรู้สึก ถ้าเธอเอาน้ำโค้กล้างแผล เธอจะกลายเป็นคนอ่อนแอที่สุดในโลก

เมื่อเหมือนคิดอะไรได้ขึ้นมาบ้างแล้ว จุดมุ่งหมายตอนนี้ชัดเจน คือ ร้านสะดวกซื้อ ที่ใกล้ที่สุด สิบนาทีถึงร้านสะดวกซื้อ สิบนาทีนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างทาง นอกจากการรับรู้ถึงความเจ็บปวด และ ความปวดเจ็บ

 “ติ้ง ติ่ง เซเว่นอีเลฟเฟ่นสวัสดี…. ค่ะ” พนักงานสะอึกในความถึกของเธอ

เธอเดินอย่างรู้งานไปหาสิ่งจำเป็น คือทิชชู่ และ พลาสเตอร์ยา  เธอรู้ดีว่ามันตั้งอยู่ที่ไหนในร้านแห่งนี้ ถ้าเป็นหนก่อนที่เป็นหกแรกที่เธอล้มในที่สาธารณะ  เธอต้องใช้เวลาเดินวนรอบร้านเพื่อหาพลาสเตอร์ยาที่วางอยู่หน้าเคาเตอร์ใกล้ประตูติ้งติ่ง แต่หนนี้ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว เธอรู้แล้ว เธอกลายเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่มือสมัครล้ม เหมือนหนก่อน

เธอนึกไปถึงเหตุการณ์หัวทิ่มครัง้ก่อนที่ไม่ได้ต่างอะไรจากครั้งนี้นัก ครั้งก่อนเป็นการหัวทิ่มริมท่าเรือ เหตุการณ์นั้นพาสติ กลับมาให้ใส่ใจเธอ ครั้งนี้เป็นการหัวทิ่มกลางถนน สติก็กลับมาอย่างรู้งาน

ยี่สิบสองบาท คือค่าเสียหายจากความไม่มีสติของวันนี้
ยี่สิบสองบาทนั้นไม่แพงเลย กับราคาที่ต้องเสียไปให้การเรียกคืนสติมาอยู่กับใจ
อย่าลืมความเจ็บปวดด้วย ประเมินเ
เป็นหน่วยอะไรไม่ได้ทั้งนั้น

คือบทเรียน ที่เป็นอีกทฤษฏีในวันนี้ว่าบางทีเราก็ล้มเพื่อที่จะลุกเพื่อที่จะล้มเพื่อที่จะลุก
ซ้ำซ้ำอยู่อย่างนั้น และมันจะเหมือนเดิมทุกครั้ง
ถ้าเธอไม่จำว่าเคยล้มมาแล้ว แล้วก็เคยลุกมาแล้ว

ส่วนที่สำคัญกว่าอาจจะเป็นการจำให้ได้ว่า เคยลุกมาแล้วทุกครั้ง
จำให้ชัดเจนกว่า การจำว่าเคยล้มมากี่ครั้ง

เธอเดินออกจากร้านด้วยใจที่เริ่มขยายตัวพองเกือบเท่าขนาดเดิมก่อนที่มันจะเหี่ยวลงเมื่อตอนต้นเรื่อง
เธอแหงนมองพระจันทร์ที่ก่อนหน้านี้ดูขาดๆเกินๆ อย่างเพลิดเพลิน
พร้อมกับฮัมเพลงไปตลอดทางเดิน

บนทางเดินที่เราเคย 
หกล้ม
ทำให้ใครบางนั้น 
หล่นหาย
ฝากรอยแผลไว้ข้างใจ
ทิ้งให้เรา
จดจำ