ช่วงก่อนวันเกิดปีที่ 21
เมื่อตอนปีสาม จู่ๆก็กลายเป็นสาวเซอร์เพื่อชีวิต
แล้วเริ่มเดินทางออกแสวงหาคำตอบหรืออะไรเทือกๆนั้น
อย่างรู้สึกตัวชัดกว่าครั้งไหนๆที่เคยเป็นมา

เริ่มจากตัดผมสั้น สะพายย่ามสีมัดย้อม
คิดจะเอารูปที่วาดเองไปให้พี่ที่รู้จักสักให้
วาดรูปในคาบเรียนทุกคาบที่เข้าเรียน
ฟังเพลงน้าปู พงษ์สิทธิ์ ในคาบเรียนภูมิหลังวรรณกรรมอเมริกัน
ฟังเพลงที่ตุล อพาร์ตเมนท์ในคาบเรียนการเขียนเชิงสร้างสรรค์
โดดเรียนนั่งอยู่หน้าห้องเรียน
โดดสอบไปวิ่งจ๊อกกิ้งและปั่นเรือเป็ดที่สวนลุม 
อ่านหนังสือนอกเวลาในเวลาเรียน
ลงทะเบียนเรียนนอกคณะ ไม่ลงทะเบียนเรียนวิชาบังคับ
เขียนกลอนถึงอาจารย์แทนคำตอบข้อสอบปลายภาคเพื่อจะติดเอฟ
ลงทะเบียนเรียนตัวเดิมเทอมถัดไปเพื่อจะเอาเอ
ไปทะเลทั้งชุดนักศึกษากลางสัปดาห์
เขียนกลอนเปล่าเล่มแรก
เขียนนิยายเรื่องแรกไปร่วมสองร้อยหน้าแล้วหยุด
เพราะระหว่างเขียนจู่ๆก็เลิกเชื่อในวิธีคิดที่เชื่อตอนเริ่มเรื่อง
เริ่มพิธีกรรมนั่งรถเมล์ฟรีไปในที่ที่ไม่รู้จัก
เริ่มเสพติดการนั่งเรือข้ามฟากและริมตลิ่งในสวนสาธารณะ
เลิกสอนพิเศษ
พยายามไม่เดินผ่านย่านสยาม
ใช้เงินไปกับการซื้อบรรยากาศในร้านดนตรีสดกับเพื่อนศิลปากร
อ่านพันธุ์หมาบ้า
คิดอยากจะไปอยู่ภูเก็ตตอนเรียนจบกับพวกเด็กจิตรกรรม
คิดอยากจะดรอปเรียน
ขายของทำมือที่ถนนข้าวสารตอนกลางคืน
ทำงานแมคคาเฟ่ถนนข้าวสาร
นั่งเล่นที่แมคคาเฟ่ 24 ชั่วโมงสาขาชิดลมจนเช้าแล้วเดินกลับมานอนที่หอ
เลิกใช้มือถือ
ใส่แต่เสื้อมือสอง
มีความรักกับคนที่มีคนรักอยู่แล้ว
นั่งรถไฟไปต่างจังหวัดเล่น
สะสมปกสมุด กระดาษ ตั๋ว
ไปนั่งเล่นริมฟุตบาทสนามหลวงดูผู้คนไร้บ้าน
ไปงานศพเพื่อน
บริจาคร่างกาย อวัยวะ ดวงตา
พยายามหาโอกาสคุยกับพี่ยาม กระเป๋ารถเมล์ คนขับแท๊กซี่
ลุงขายผลไม้ ป้าแม่บ้าน ลุงภารโรง น้องเก็บขวด ยายขายพวงกุญแจข้างถนน
เด็กขอทานหน้ามาบุญครอง พี่ขายลูกชิ้นปิ้ง ลุงขายปลาหมึกบดหน้าร้านเหล้า ฯลฯ
ต้องเดินไปให้เงินตาขอทานตาบอดคนนึงทุกวันวันละยี่สิบอยู่หลายเดือนจนจู่ๆแกหายไป
อ่าน The Catcher in the Rye ซ้ำรอบสอง
เสียใจที่ไม่รู้จักโบราณคดีศิลปากรตอนอยู่ม.หก
สงสัยว่ามาทำอะไรที่กรุงเทพ ที่เตรียมอุดม ที่จุฬา ที่อักษร ที่สยามพารากอน
รำคาญเพื่อน อาจารย์ มหาลัย 
รำคาญสตาร์บัค เรื่องเล่าฮอลิเดย์ในประเทศนอกของอาจารย์ระหว่างบทเรียน
บทเรียนท่องจำชื่อและชีวิตรักเทพพระเจ้าตำนานกรีกโรมัน 
บทสนทนาในห้องน้ำหญิง และโรงอาหาร
รำคาญตัวเอง
รำคาญทุกอย่าง
รู้สึกว่าอะไรก็ผิดไปหมด 
อยากจะต่อต้านไปหมดทุกอย่าง
และเศร้าสับสนทุนทรนทุรายร่วมไปกับมนุษย์ทุกผู้ทุกคน

ระหว่างช่วงที่เกิดอาการแบบนี้คือช่วงเดียวกับที่เริ่มฟังเพลงเพื่อชีวิต
เพราะอิทธิพลจากรสนิยมการฟังเพลงของคนคนหนึ่ง

—————————–

ช่วงก่อนวันเกิดปีที่ 22 ขึ้นปีสี่

หลังจากที่ทนรำคาญทุกอย่างบนโลก ระหว่างทางแสวงหา เป็นเวลาร่วมปี
ก็คิดได้ว่า
ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่เคยรู้สึกรำคาญ
ทุกอย่างมันก็เป็นของมันอย่างนี้อยู่แล้ว
หรือเป็นเพราะเราที่แคบลง เลยอึดอัดไปเอง
หรือว่าเพลงเพื่อชีวิต ทำให้เรามองโลกแคบลง
ก็ไปโทษเพลงเพื่อชีวิต โทษวิธีคิดแบบนั้น
เลยเลิกฟังเพื่อชีวิตไปอย่างเข็ดขยาด ไปจนถึง ขยะแขยง แสลงใจ

————————————-

มาช่วงนี้ ก่อนวันเกิดปีที่ 23 เพิ่งเรียนจบ

ผ่านเวลาไปซักพักมาฟังมันใหม่อีกที รู้สึกว่า เพื่อชีวิตไม่ได้แย่ขนาดนั้นนี่หว่า
เราแค่ไปเจอเพลงที่มันฟังดูเศร้าชิบหาย ในตอนที่เราเศร้าชิบหาย
เราแค่ไปเจอเพลงที่มันสับสนชิบหาย ในช่วงที่เราเต็มไปด้วยพลังความอยากค้นหา
และตอนนั้นเรายังไม่เคยรู้เลยว่าชีวิตคืออะไร
รู้แต่ว่าเพื่อชีวิตแล้วต้องเศร้า ต้องสับสนและโกรธเกรี้ยวชิบหาย
เราเลยชิบหายไปเลยชีวิตช่วงนั้น

แต่ถ้าเป็นตอนนี้
เราไปเจอเพลงที่มันเศร้าชิบหาย ดุชิบหาย โกรธชิบหาย
ตอนที่เราไม่อยากให้ชีวิตชิบหาย
มันก็ไม่ชิบหาย
หรือจะเป็นเพราะเราชิบหายมาพอแล้ว 55

อย่างตอนนั้นอินเหลือเกินกับเพื่อชีวิตดุประมาณ กูเป็นนักศึกษา !! 

เศร้าประมาณ สิ่งทีอยู่นอกใจ !!


 ตอนนี้หันมาอินกับเพื่อชีวิตเพลง สงบประมาณ มาตามสัญญา

แล้วก็ ตลอดเวลา

——————–

บันทึกไว้ตอนนี้ ก่อนวันเกิดอายุ 23 และ เพิ่งเรียนจบ
เป็นความรู้สึกที่นึกถึงช่วงเวลาสี่ปีที่ผ่านมาในมหาลัย
ที่จะมีความหมายในอีกหลายสิบปีข้างหน้าที่มองย้อนกลับมา
นี่จะเป็นชุดความทรงจำชีวิตช่วงแสวงหาของเราสินะ

=)

Advertisements