แบกบาลลลล

ใส่ความเห็น

เพิ่งเคยฟังงง

ยังมีอีกหลายเพลงเลยยยย

เฉลียงงงงง

กรี๊ดดดดด ดีใจ

=))

Advertisements

ทริปสำหรับผู้ประสบภัยภิบัติมหาอุทกภัย =)

ใส่ความเห็น

 

ให้เพื่อน

ช่วงนี้เราจะแบกเป้ขึ้นรถไฟฟรีไปเดินเล่นแถวภูเขาภาคเหนือสักเดือน หนีน้ำท่วม

เที่ยวอย่างยาจก มีงบอยู่ 2000 รอดได้กี่วันก็อยู่แค่นั้น !

ระหว่างนี้ ไม่ได้เขียนอะไรให้อ่าน ก็ฟังเพลงไปพลางพลาง 😉

…แล้วเมื่อถึงเวลาก็จะรู้ …

… เพียงตัวเธอ ไม่หนีไปเสียก่อน …

=)

ปอลอ

เชียงใหม่มีอะไรดี

ลุงจรัล  ลุงลุงเฉลียง พี่เมื่อย เฮียสอง ไปเดินไปนั่งไปเยือนแล้วกลับมา

ได้เพลง ได้บทหนัง ได้พล็อตเรื่อง ติดไม้ติดมือกันมา

ที่เชียงใหม่มันมีอะไร !!

หรือ ที่เชียงใหม่ มี สายกลาง

=)) !!

 

กลอนเปล่าแก้ป่วย =)

ใส่ความเห็น

ส่งไปได้หลายวันแล้ว
ไม่ได้มาบันทึกในนี้เลย มัวแต่วุ่นวุ่นกับน้ำกับคน

สรุปว่าสมบูรณ์เท่าที่ทำได้ล่ะนะ
หนังสือหกเล่มที่รวมเป็นกล่องหนึ่งกล่อง

6 ชุด
กลอนเปล่า 190 บท
แคนโต้ 62 บท
รูป doodle 52 รูป
รวมเป็น 480 หน้า

จริงแล้วปริมาณไม่ได้สำคัญเท่าเนื้อหาเลย
แต่ที่บันทึกปริมาณไว้
ให้ได้กลับมาดู
ว่าพลังของวัยรุ่นมันทะลักทะลุทะลวงลิมิตขนาดไหน

=))

นี่คืนสุดท้าย ปั่นก่อนส่ง เขียนเลขหน้า ขีดเส้นคั่นหน้า จุกจิกจุกจิก แต่สนุกดี

นี่ชั่วโมงก่อนส่งต้นฉบับ หลังทำสำเนา ก็มานั่งชื่นชมผลงานหน้าบานอยู่คนเดียว -..-

หลังจากนั้นก็เดินทางแบกเป้นั่งรถไฟไปราชบุรี ไปแม่น้ำแม่กลอง หลังจากหมกตัวปั่นงานอยู่ในห้องมานาน

ไปเที่ยวแม่น้ำสายใหญ่ แล้วกลับห้องมานอนรอแม่น้ำสายน้อย คลองบางกอกน้อยของเรา ท่วมห้อง
555 ฮือ ฮา -..-

ใส่ความเห็น

อยู่ในระหว่างการปรับปรุงอีกแล้ว

เดี๋ยวจะกลับมาเขียนอีกในไม่กี่วันจ้า

=)))

เรื่องราวที่เราเขียนเอง บางทีเราก็ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน

ใส่ความเห็น

In part everything that a person writes is autobiographical
but the songs are directly so and most of them were not
and Fast Car wasn’t one that was directly autobiographical.

I never had a Fast Car, it’s just a story about a couple,
how they are trying to make a life together and they face challenges. 

I believe that I wrote the song “Fast Car” in 1986.
At the time that I wrote the song, I actually didn’t
really know who I was writing about.

Looking back at it, and this happens with other songs as well,
that I feel like I understand it only later…

I think that it was a song about my parents…
And about how when they met each other

And about how when they met each other they were very young
and they wanted to start a news life together and my mother was anxious to leave home.
My parents got married and went out into the world to try to make a place for themselves
and it was very difficult going.

My mother didn’t have a high school diploma and my father was a few years older.
It was hard for him to create the kind of life that he dreamed of…
With the education that he had…. With the opportuinities that were available to him…

In a sense I think they came together thinking that
together they would have a better chance at making it

 

– Tracy Chapman on Writing the Song “Fast Car

—————
Many many fans can relate to this song and for most of them,
it remains the song that made them know Tracy Chapman.
Not a day without hundreds of people mentionning “Fast Car” on Twitter,
not a day without someone purchasing this song on iTunes.

——

 

You got a fast car
I want a ticket to anywhere
Maybe we make a deal
Maybe together we can get somewhere
Anyplace is better
Starting from zero got nothing to lose
Maybe we’ll make something
But me myself I got nothing to prove

You got a fast car
And I got a plan to get us out of here
I been working at the convenience store
Managed to save just a little bit of money
We won’t have to drive too far
Just ‘cross the border and into the city
You and I can both get jobs
And finally see what it means to be living

You see my old man’s got a problem
He live with the bottle that’s the way it is
He says his body’s too old for working
I say his body’s too young to look like his
My mama went off and left him
She wanted more from life than he could give
I said somebody’s got to take care of him
So I quit school and that’s what I did

You got a fast car
But is it fast enough so we can fly away
We gotta make a decision
We leave tonight or live and die this way

I remember we were driving driving in your car
The speed so fast I felt like I was drunk
City lights lay out before us
And your arm felt nice wrapped ’round my shoulder
And I had a feeling that I belonged
And I had a feeling I could be someone, be someone, be someone

You got a fast car
And we go cruising to entertain ourselves
You still ain’t got a job
And I work in a market as a checkout girl
I know things will get better
You’ll find work and I’ll get promoted
We’ll move out of the shelter
Buy a big house and live in the suburbs

You got a fast car
And I got a job that pays all our bills
You stay out drinking late at the bar
See more of your friends than you do of your kids
I’d always hoped for better
Thought maybe together you and me would find it
I got no plans I ain’t going nowhere
So take your fast car and keep on driving

You got a fast car
But is it fast enough so you can fly away
You gotta make a decision
You leave tonight or live and die this way

เพลงบางเพลงเล่าได้ทั้งชีวิต

เหมือนว่า เจอเพลงเดียว ก็พอแล้ว

เพลงเดียวพอที่อยากจะฟังตลอดไป

หลุดไปจากโลกไปสู่จักรวาล

1 ความเห็น

เธอรู้มั้ย อัจฉริยะคือมนุษย์ผู้เชื่อมโยงทุกความหมายบนโลกไว้ในก้อนก้อนเดียว
เหมือนรวมโลกทุกใบไว้ในจักรวาลใหม่ ที่ไม่มีนักสำรวจคนไหนจะค้นพบได้ทุกดวงดาวในนั้น

เธอรู้มั้ย อัจฉริยะไม่มีจริง พระเจ้าไม่มีจริง เว่อไป !!!

อันนี้เป็นความรู้สึกหลังจากแปล Emily Dickinson เสร็จ
ว่า นี่มันอะไรก๊านนนนน

จริงอยู่

every reading is a misleading !!

เพราะเป็นไปไม่ได้เลย ที่คนเราจะมองเห็นสิ่งเดียวกัน
เราไม่ใช่อเมริกันในยุค 1850 ไม่ใช่คนคริสต์
ไม่ใช่คนเก็บตัวในบ้าน ไม่ใช่ลูกของสส.ระดับประเทศ
ไม่ใช่อัจฉริยะที่มีศาสตราจารย์แนวหน้าของประเทศมาสอนที่บ้านตัวเอง

เราไม่ใช่ Emily Dickinson
แต่เราก็จะแปลงานของเจ๊แก เอากับเราสิ -*-

ระหว่างแปล มีปัญหาทุกคำ
มันจะมีภาพสัญลักษณ์ปรากฎซ้ำหลายชุด
แต่ละชุดถ้าแปลไปเป็นเซ็ตจะได้ความหมายนึงออกมา
กลอนบทเดียวมีความหมายหลายระดับ
ถ้าจับสัญลักษณ์ผิดเซ็ต ก็ทำให้ความหมายโดดไปเลย

เช่นเรื่อง Cross ถ้าจับแก่นใหญ่เป็นคริสต์อย่างเดียว
cross ก็คือ ความทุกข์ของเยซู calvary คือชื่อเมืองที่มีแท่นตรึงกางเขน
แปลแบบนี้กลอนนี้มันก็จะไม่เป็น “สากล” เพราะติดควาหมายศาสนา

แต่ไม่แปลว่า ไม้กางเขน
ถ้าให้ cross เป็นกากบาทเฉยๆ แค่ cross คำเดียว มีหลายความหมายมาก
ผิด การไม่ผ่าน การข้ามผ่าน การขัดขวาง อุปสรรค แผล ตำหนิ
ลูกผสม นอกคอก ความแปลกแยก การผสมผสาน การบ่งบอกอาณาเขต

พวกนี้ได้หมดเลย !! 

แล้วยังมีคำวา Balm จะแปลว่า ยาหม่อง ก็ ใจไม่ด้านพอ ใจไม่ด้านพอ -..-
Could give them any Balm –เลยกลายเป็น —
ทำให้มันเรียบลื่นเลือนลงบ้างหรือเปล่า
Balm = เรียบลื่นเลือนลง เป็นคุณสมบัติทางยาของ ยาหม่อง !!! -*-

แล้วไหนเจ๊แกจะเล่นคำ เล่นจังหวะ เล่นเสียงแพรวพราวอีก

Death – is but one – and comes but once –
And only nails the eyes –
ความตาย ไม่ใช่แค่นั้น แม้มาเพียงครั้ง
ตรึงตา

!!

ตอนเรียนกลอนพวกนี้ในคณะ
เคยคิดว่าอาจเป็นความบังเอิญ ที่สัญลักษณ์มันพ้องกัน
แต่เป็นคนแปล คนอ่านนั่นแหละ ที่คิดมากไปเอง
5555

แปลเกือบสองชั่วโมง
ต้องคิดทุกคำจริงๆ
แปลเสร็จเหมือนกินกาแฟเข้มๆไปสักสี่แก้ว

ตาค้างงงงง

ไม่บ่นและ แปลดีที่สุดเท่าที่ทำได้ล่ะนะ

I measure every Grief I meet
With narrow, probing, eyes –
I wonder if It weighs like Mine –
Or has an Easier size.
ฉันชำแหละทุกคนเศร้าที่เดินผ่าน
ด้วยคมกรีด ถี่ ลึก ของสายตา
อยากจะรู้ ใช่ มันหนักหนา อย่างของฉัน
หรือไม่ มี ขนาด ที่จัดการ ได้ง่ายกว่าI wonder if They bore it long –
Or did it just begin –
I could not tell the Date of Mine –
It feels so old a pain –
อยากจะรู้ ใช่ เขาแบกมานาน
หรือไม่ มันเพียงเพิ่งเริ่มต้น
ฉันระบุระยะเศร้าของตัวเองไม่ได้
มันรู้สึกคล้ายความเศร้าที่แก่เกินไป

I wonder if it hurts to live –
And if They have to try –
And whether – could They choose between –
It would not be – to die –
อยากจะรู้ หาก มันเจ็บที่ยังคง อยู่อย่างนั้น
แล้ว หาก เขาต้องพยายาม
แล้ว หรือไม่ ที่เขาจะเลือกได้ ระหว่าง
มันจะไม่เป็นอย่างนี้ ตายอย่างนั้น

I note that Some – gone patient long –
At length, renew their smile –
An imitation of a Light
That has so little Oil –
จำแล้วจด ว่าบางคน อดทน นานไป
จนจบนาน สร้างใหม่ รอยยิ้มของเขาเอง
การจำลองแสงสดใส
ที่สลัว คล้ายใกล้หมด พลังงาน

I wonder if when Years have piled –
Some Thousands – on the Harm –
That hurt them early – such a lapse
Could give them any Balm –
อยากจะรู้ หาก เวลามันหมักหมม
ร้อยพัน ทับถมบนเชื้อเน่า
ที่ทำร้ายเขา ที่ผ่านมา การไถลไปกับแผล
ทำให้มันเรียบลื่นเลือนลงบ้างหรือเปล่า

Or would they go on aching still
Through Centuries of Nerve –
Enlightened to a larger Pain –
In Contrast with the Love –
หรือไม่ พวกเขาจะดำรงไว้ ซึ่งความเจ็บปวด
ผ่านเส้นประสาทรับความรู้สึกพันปี
ตื่นตัวตลอดเวลารอรับรู้ โคตรเหง้าของทุกข์
ที่เป็นศัตรู ของความรัก

The Grieved – are many – I am told –
There is the various Cause –
Death – is but one – and comes but once –
And only nails the eyes –
คนเศร้าโศก มีอยู่เต็มโลก โลกบอกฉันอย่างนั้น
มันมีที่มาต่างไป
ความตาย ไม่ใช่แค่นั้น แม้มาเพียงครั้ง
ตรึงตา

There’s Grief of Want – and grief of Cold –
A sort they call “Despair” –
There’s Banishment from native Eyes –
In sight of Native Air –
แล้วก็มี เศร้าด้วยอยาก กับโศกด้วยชินชา
ประเภทที่เรียกว่า ความสิ้นหวัง
แล้วก็มี การถูกเนรเทศ จาก สายตาข้างมาก
อยู่ ท่ามกลาง บรรยากาศเป็นกันเอง

And though I may not guess the kind –
Correctly – yet to me
A piercing Comfort it affords
In passing Calvary –
และ แม้ ฉันอาจไม่คาดประเภท
แม่นยำนัก แต่กับฉัน
สิ่งงปลอบประโลมอันเฉียบขาด มัน หาได้
ใน การเดินผ่าน แท่นสังเวยตัวเอง

To note the fashions – of the Cross –
And how they’re mostly worn –
Still fascinated to presume
That Some – are like my own –
ปรากฏ เป็น แฟชั่น – กากบาท –
ที่เขาเหล่านั้นสวมใส่ซ้ำซาก
ยังจับใจ ให้ถือ ว่าจริง
ว่า ชิ้นส่วนหนึ่งนั้น เป็น เหมือน ส่วนของฉัน

การแปลบทกวี มันไม่ค่อยทำกัน เพราะต้องแปลงซะมากก่วาแปล
เพราะคนแปล ต้องตีความบทกวีก่อน ตีความไม่เหมือนคนแต่งอยู่แล้ว
เป็นไปไม่ได้เลย
 
ตอนเรียนชอบวิชาแปลมาก
ท้าทายสะใจดี
แต่จะโดนอาจารย์คอมเมนท์บ่อยๆว่า
เธอใส่ตัวเองลงไปในงานเยอะนะ
แต่งเองเลยมั้ยยยย
 
555555555

50/50 พบกันครึ่งทาง

2 ความเห็น

 
เมื่อวานไปดูเรื่องนี้ ถึงเพื่อนที่อยากให้ไปดูด้วย จะมาช้า
แต่ก็ได้เจอกัน ระหว่างทางกลับบ้าน

ถึงไม่ได้ไปดูด้วยกัน
แต่ก็จะเล่าให้ฟัง

เรื่องนี้เป็นเรื่องของมุมมอง
ตัวละครเอก 5 ตัว มีมุมมองและวิธีรับมือกับข่าวร้ายเรื่องความตายกระทันหันไม่เหมือนกัน

เปิดเรื่องมา พระเอกจู่ๆเป็นมะเร็ง มีโอกาสรอด 50/50 เป็นความหมายนึงของชื่อเรื่อง
แต่ในคำโปรย บอกว่า it takes a pair to beat the odds
a pair เราคิดไปเองว่า น่าจะวิธีการมองโลกที่ตัวละครแต่ละตัวมีไม่เหมือนกันเลย
สุดโต่งไปทุกด้านทุกตัว

ตอนแรกเรื่องตึงเครียดไปหมด เพราะทุกคนมีวิธีของตัวเอง แล้วไม่สื่อสารกัน
ตอนท้ายเรื่อง คลี่คลาย เพราะต่างคนต่างได้รู้ ว่า ต่างคนต่างกลัว แต่แสดงออกไม่เหมือนกัน
1 พระเอก พยายามมองโลกแง่ดีสุดๆ พูดว่า i’m fine , i’m great ตลอดเวลา
(สาเหตุเพราะ แม่พระเอก เป็นคนมองโลกแง่ร้ายมาก พระเอกเลยต่อต้านวิธีนั้น)
พระเอกตอนแรกไม่ยอมรับอาการป่วย เพราะกลัวต้องโวยวายเหมือนแม่ตัวเอง
แต่ด้วยที่พระเอกช่างสังเกต เห็นว่าคนรอบตัวรับมือกับความป่วยของตัวเองไม่เหมือนกัน
ตอนสุดท้าย เลยเป็นพระเอกที่คิดได้ ว่าตัวเองก็ต้องรับมือกับโรคนี้ในแบบของตัวเอง
ไม่ต้องทุรนทุรายก็ได้ ยังมีอารมณ์ขันตลอดเวลา

2 แม่พระเอก มองโลกแง่ร้ายสุดๆ คิดแต่ว่าลูกต้องตายแน่ๆ
(สาเหตุเพราะ สามีตัวเอง พ่อพระเอก ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์
ทำให้แม่ต้องคิดทุกอย่างแทนพ่อตลอดเวลา ทำให้เป็นคนคิดร้ายไว้ก่อน)
แม่พระเอกคลี่คลายตอนสุดท้าย ที่จู่ๆพระเอกอ่อนแอขึ้นมา แม่ก็ลุกขึ้นมาเข้มแข็ง
มองโลกแง่ดีแทนลูก เป็นกำลังให้ลูกตัวเองได้

3 พ่อพระเอก เป็นอัลไซเมอร์ จำอะไรไม่ได้เลย บางครั้งก็จำลูกไม่ได้
ไม่มีมุมมองโลกแง่อะไรทั้งนั้น แต่พ่อพระเอก ก็มีความรู้สึก
มีท่าทางแสดงออกว่ากลัว และเป็นห่วงลูกในแบบของตัวเอง
ฉากก่อนเข้าผ่าตัด พ่อใส่เสื้อสูทตัวใหม่มาส่งลูก บอกให้ลูกลองสัมผัสเนื้อผ้าดู จะได้สบายใจ

4 เพื่อนพระเอก เป็นพวกแสดงออกแข็งกร้าว หลอกคนอื่นว่ามองโลกเป็นของเล่น
ทุกอย่างไม่มีความหมาย เอาอาการมะเร็งของเพื่อนไปเป็นหัวข้อเรียกร้องความสงสารจากผู้หญิง
แต่จริงๆแล้วก็เป็นห่วงแอบไปซื้อหนังสือดูแลผู้ป่วยมะเร็งมาอ่าน ขีดเส้นใต้ พับไว้ทุกหน้าเชียว

5 นางเอก เป็นจิตแพทย์ ที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับขั้นตอนเรื่องมุมมอง การรับมือกับอาการช็อค
4 ขั้นตอนของการรับมือ คือ การปฏิเสธ โกรธ ท้อแท้ ยอมรับ ไล่ลำดับตามหลักจิตวิทยา
แต่นางเอกที่รู้ทุกอย่าง ก็ไม่รู้เรื่องง่ายๆอย่าง จัดระเบียบตัวเอง หรือให้คำปรึกษาตัวเอง
มีฉากพระเอกที่พระเอกที่ป่วยใกล้ตาย ต้องกลายเป็นหมอให้คำปรึกษาเรื่องอกหักของนางเอก
แล้วก็ฉากเก็บขยะในรถนางเอกที่รกๆให้ทิ้งให้เรียบร้อย

สรุปคือทั้งห้าคน รับมือกับความป่วยไข้ของคนที่ตัวเองรักไม่เหมือนกัน
พระเอกมองดีจนไม่ยอมรับว่าป่วย
แม่พระเอกมองร้ายจนไม่มีหวังว่าจะรอด
พ่อพระเอกมองไม่รู้เรื่องแต่ก็มีความรู้สึกเป็นห่วง
เพื่อนพระเอกแกล้งว่าไม่มองแต่จริงๆก็สนใจ
นางเอกมองเห็นหมดทุกอย่างในเรื่องคนอื่นแต่เรื่องตัวเองก็ละเลยหลายอย่าง

ถ้าไม่มีการสื่อสารกันเลย
ทุกคนอาจเป็นบ้าได้
มันเลยต้อง 50/50

อืม
ที่กูดูเรื่องนี้เป็นแบบนี้ ก็เพราะอารมณ์กูเป็นแบบนี้
ที่กูตีความไปแบบนี้ ก็เพราะกูมีความเชื่อแบบนี้

ที่จริงถ้ามึงไปดูด้วยกัน
มึงอาจจะไม่เห็นด้วย

จริงๆแล้วคนเราดูหนังเรื่องเดียวกัน
อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน
พูดเรื่องเดียวกัน
แต่เราไม่ได้เข้าใจกันขนาดนั้น

แต่ไม่เป็นไรมึงเป็นเพื่อน
แล้วเมื่อวานมึงกลับมา
ถึงเราจะไม่เข้าใจกันอยู่
แค่นั้นก็พอแล้ว

สำหรับเมื่อวาน
ขอบคุณมากนะมึง
 
=)

 

Older Entries