งานของเราเป็นกลอนเปล่า
เราเขียนแบบนี้เพราะเราเขียนแบบนี้
เวลาเราอ่านงานคนอื่น เราก็ชอบอ่านกลอนเปล่า
เหมือนเป็นภาษาเดียวกัน
ภาษาของอิสรภาพที่มีขอบเขต
ไม่ต้องมีพิธีรีตองมาก แต่มันมีรูปแบบของมันอยู่
อ่านแล้วก็จะรู้ว่ามันผ่านการคิดเรื่องรูปแบบมาแล้ว
มันจะพอดี

ด้วยจริตของเราแบบนี้
เราไม่ค่อยอดทนกับการอ่านบทกวีที่มีฉันทลักษณ์เลย
แต่ช่วงนี้ กำลังตรวจทานต้นฉบับ
ได้หนังสือรวมบทกวีมาอ่านเป็นสิบๆเล่ม
เริ่มสังเกตเห็นว่า
เราว่ามันขึ้นกับกวี ว่าจะทำให้ “ฉันทลักษณ์” มันน่าสนใจได้มั้ย

กวีสองคนที่มีฉันลักษณ์ และเราอ่านได้เรื่อยๆ ไม่หงุดหงิด ไม่รำคาญใจ
คือ ปู่เนาวรัตน์ กับ ลุงไพวรินทร์ กับ ลุงเสกสรรค์ กับ ชนะ คำมงคล
สี่เล่มที่ชอบมากคือ
ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีรัก ของ ลุงไพวรินทร์
เพลงขลุ่ยผิว ของปู่เนาวรัตน์
ฟองเวลา ของลุงเสกสรรค์
ความโศกเศร้าครั้งสุดท้าย ของชนะ

ขอบันทึกไว้หน่อยเหอะ เป็นการขอบคุณคุณครู

ณ ที่ซึ่งดวงใจสถิต

ฉันอยู่นี่ ขณะที่ เธออยู่โน่น
ริมขอบฟ้าอ่อนโยน  คนอ่อนไหว
ที่สุดกาย แม้จะห่าง กันอย่างไร
เราก็พบกันได้ในบทกวี

บทกวีแห่งความรักจากใจรัก
ในน้ำหนักเนื้อถ้อยสร้อยศัพท์ศรี
รวมความจริง ความงาม และความดี
จากใจโน้นและใจนี้ ชุบชีวัน

บทกวีประหนึ่งเพลง  บรรเลงขาน
ร้อยชีวิต จิตวิญญาณ แรงงานฝัน
ร่วมรู้สึก ลึกซึ้ง หยั่งถึงกัน
ฉันอยุ่นี่ เธออยู่นั่น อ่านอารมณ์

เปิดความคิด อิสรา ท้าทายยุค
ช่วยแบ่งเบา ความทุกข์ ที่ทับถม
แบบต่อแบบ บทต่อบท รสนิยม
หวานก็คม ขมก็เข้ม เต็มหัวใจ

( จาก คือแรงใจและไฟฝัน ของ ไพวรินทร์ ขาวงาม)

ฉันยืนบนธรณีประตูทุกข์

เธออยุ่อย่างนี้ดีแล้ว    ไม่มีวี่แวว
ติดแล้วบ่วงรัก ลุ่มหลง
ถอดทิ้งดวงใจทะนง     วางหวังพะวง
ดำรงชีวิตง่ายงาม
จงกรมผจงก้าววาววาม   กายจิตติดตาม
เดินข้ามธรณีประตูทุกข์
หายใจเจือจานสันติสุข    เย็นในกลียุค
ปลอบปลุกฝันร้ายกลายดี

ฉันอยู่อย่างฉันพรรค์นี้    ชั่วนาตาปี
ชีวิตวุ่นหวังกังวล
ท้อแท้แพ้ชนะประจญ      แหวกว่ายวังวน
เสาะค้นสิ่งค้างข้างใน
เนิ่นนานผ่านผันวันวัย       จุดหมายที่ใด
ใกล้ไกลเช่นไรไม่รู้
โอ ยามนี้โลกมีฉันอยู่      ซ่อนหน้าอดสู
ยืนบนธรณีประตูทุกข์

(จาก ความโศกเศร้าครั้งสุดท้าย ชนะ คำมงคล)