เมื่อวานไปดูเรื่องนี้ ถึงเพื่อนที่อยากให้ไปดูด้วย จะมาช้า
แต่ก็ได้เจอกัน ระหว่างทางกลับบ้าน

ถึงไม่ได้ไปดูด้วยกัน
แต่ก็จะเล่าให้ฟัง

เรื่องนี้เป็นเรื่องของมุมมอง
ตัวละครเอก 5 ตัว มีมุมมองและวิธีรับมือกับข่าวร้ายเรื่องความตายกระทันหันไม่เหมือนกัน

เปิดเรื่องมา พระเอกจู่ๆเป็นมะเร็ง มีโอกาสรอด 50/50 เป็นความหมายนึงของชื่อเรื่อง
แต่ในคำโปรย บอกว่า it takes a pair to beat the odds
a pair เราคิดไปเองว่า น่าจะวิธีการมองโลกที่ตัวละครแต่ละตัวมีไม่เหมือนกันเลย
สุดโต่งไปทุกด้านทุกตัว

ตอนแรกเรื่องตึงเครียดไปหมด เพราะทุกคนมีวิธีของตัวเอง แล้วไม่สื่อสารกัน
ตอนท้ายเรื่อง คลี่คลาย เพราะต่างคนต่างได้รู้ ว่า ต่างคนต่างกลัว แต่แสดงออกไม่เหมือนกัน
1 พระเอก พยายามมองโลกแง่ดีสุดๆ พูดว่า i’m fine , i’m great ตลอดเวลา
(สาเหตุเพราะ แม่พระเอก เป็นคนมองโลกแง่ร้ายมาก พระเอกเลยต่อต้านวิธีนั้น)
พระเอกตอนแรกไม่ยอมรับอาการป่วย เพราะกลัวต้องโวยวายเหมือนแม่ตัวเอง
แต่ด้วยที่พระเอกช่างสังเกต เห็นว่าคนรอบตัวรับมือกับความป่วยของตัวเองไม่เหมือนกัน
ตอนสุดท้าย เลยเป็นพระเอกที่คิดได้ ว่าตัวเองก็ต้องรับมือกับโรคนี้ในแบบของตัวเอง
ไม่ต้องทุรนทุรายก็ได้ ยังมีอารมณ์ขันตลอดเวลา

2 แม่พระเอก มองโลกแง่ร้ายสุดๆ คิดแต่ว่าลูกต้องตายแน่ๆ
(สาเหตุเพราะ สามีตัวเอง พ่อพระเอก ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์
ทำให้แม่ต้องคิดทุกอย่างแทนพ่อตลอดเวลา ทำให้เป็นคนคิดร้ายไว้ก่อน)
แม่พระเอกคลี่คลายตอนสุดท้าย ที่จู่ๆพระเอกอ่อนแอขึ้นมา แม่ก็ลุกขึ้นมาเข้มแข็ง
มองโลกแง่ดีแทนลูก เป็นกำลังให้ลูกตัวเองได้

3 พ่อพระเอก เป็นอัลไซเมอร์ จำอะไรไม่ได้เลย บางครั้งก็จำลูกไม่ได้
ไม่มีมุมมองโลกแง่อะไรทั้งนั้น แต่พ่อพระเอก ก็มีความรู้สึก
มีท่าทางแสดงออกว่ากลัว และเป็นห่วงลูกในแบบของตัวเอง
ฉากก่อนเข้าผ่าตัด พ่อใส่เสื้อสูทตัวใหม่มาส่งลูก บอกให้ลูกลองสัมผัสเนื้อผ้าดู จะได้สบายใจ

4 เพื่อนพระเอก เป็นพวกแสดงออกแข็งกร้าว หลอกคนอื่นว่ามองโลกเป็นของเล่น
ทุกอย่างไม่มีความหมาย เอาอาการมะเร็งของเพื่อนไปเป็นหัวข้อเรียกร้องความสงสารจากผู้หญิง
แต่จริงๆแล้วก็เป็นห่วงแอบไปซื้อหนังสือดูแลผู้ป่วยมะเร็งมาอ่าน ขีดเส้นใต้ พับไว้ทุกหน้าเชียว

5 นางเอก เป็นจิตแพทย์ ที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับขั้นตอนเรื่องมุมมอง การรับมือกับอาการช็อค
4 ขั้นตอนของการรับมือ คือ การปฏิเสธ โกรธ ท้อแท้ ยอมรับ ไล่ลำดับตามหลักจิตวิทยา
แต่นางเอกที่รู้ทุกอย่าง ก็ไม่รู้เรื่องง่ายๆอย่าง จัดระเบียบตัวเอง หรือให้คำปรึกษาตัวเอง
มีฉากพระเอกที่พระเอกที่ป่วยใกล้ตาย ต้องกลายเป็นหมอให้คำปรึกษาเรื่องอกหักของนางเอก
แล้วก็ฉากเก็บขยะในรถนางเอกที่รกๆให้ทิ้งให้เรียบร้อย

สรุปคือทั้งห้าคน รับมือกับความป่วยไข้ของคนที่ตัวเองรักไม่เหมือนกัน
พระเอกมองดีจนไม่ยอมรับว่าป่วย
แม่พระเอกมองร้ายจนไม่มีหวังว่าจะรอด
พ่อพระเอกมองไม่รู้เรื่องแต่ก็มีความรู้สึกเป็นห่วง
เพื่อนพระเอกแกล้งว่าไม่มองแต่จริงๆก็สนใจ
นางเอกมองเห็นหมดทุกอย่างในเรื่องคนอื่นแต่เรื่องตัวเองก็ละเลยหลายอย่าง

ถ้าไม่มีการสื่อสารกันเลย
ทุกคนอาจเป็นบ้าได้
มันเลยต้อง 50/50

อืม
ที่กูดูเรื่องนี้เป็นแบบนี้ ก็เพราะอารมณ์กูเป็นแบบนี้
ที่กูตีความไปแบบนี้ ก็เพราะกูมีความเชื่อแบบนี้

ที่จริงถ้ามึงไปดูด้วยกัน
มึงอาจจะไม่เห็นด้วย

จริงๆแล้วคนเราดูหนังเรื่องเดียวกัน
อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน
พูดเรื่องเดียวกัน
แต่เราไม่ได้เข้าใจกันขนาดนั้น

แต่ไม่เป็นไรมึงเป็นเพื่อน
แล้วเมื่อวานมึงกลับมา
ถึงเราจะไม่เข้าใจกันอยู่
แค่นั้นก็พอแล้ว

สำหรับเมื่อวาน
ขอบคุณมากนะมึง
 
=)