เธอรู้มั้ย อัจฉริยะคือมนุษย์ผู้เชื่อมโยงทุกความหมายบนโลกไว้ในก้อนก้อนเดียว
เหมือนรวมโลกทุกใบไว้ในจักรวาลใหม่ ที่ไม่มีนักสำรวจคนไหนจะค้นพบได้ทุกดวงดาวในนั้น

เธอรู้มั้ย อัจฉริยะไม่มีจริง พระเจ้าไม่มีจริง เว่อไป !!!

อันนี้เป็นความรู้สึกหลังจากแปล Emily Dickinson เสร็จ
ว่า นี่มันอะไรก๊านนนนน

จริงอยู่

every reading is a misleading !!

เพราะเป็นไปไม่ได้เลย ที่คนเราจะมองเห็นสิ่งเดียวกัน
เราไม่ใช่อเมริกันในยุค 1850 ไม่ใช่คนคริสต์
ไม่ใช่คนเก็บตัวในบ้าน ไม่ใช่ลูกของสส.ระดับประเทศ
ไม่ใช่อัจฉริยะที่มีศาสตราจารย์แนวหน้าของประเทศมาสอนที่บ้านตัวเอง

เราไม่ใช่ Emily Dickinson
แต่เราก็จะแปลงานของเจ๊แก เอากับเราสิ -*-

ระหว่างแปล มีปัญหาทุกคำ
มันจะมีภาพสัญลักษณ์ปรากฎซ้ำหลายชุด
แต่ละชุดถ้าแปลไปเป็นเซ็ตจะได้ความหมายนึงออกมา
กลอนบทเดียวมีความหมายหลายระดับ
ถ้าจับสัญลักษณ์ผิดเซ็ต ก็ทำให้ความหมายโดดไปเลย

เช่นเรื่อง Cross ถ้าจับแก่นใหญ่เป็นคริสต์อย่างเดียว
cross ก็คือ ความทุกข์ของเยซู calvary คือชื่อเมืองที่มีแท่นตรึงกางเขน
แปลแบบนี้กลอนนี้มันก็จะไม่เป็น “สากล” เพราะติดควาหมายศาสนา

แต่ไม่แปลว่า ไม้กางเขน
ถ้าให้ cross เป็นกากบาทเฉยๆ แค่ cross คำเดียว มีหลายความหมายมาก
ผิด การไม่ผ่าน การข้ามผ่าน การขัดขวาง อุปสรรค แผล ตำหนิ
ลูกผสม นอกคอก ความแปลกแยก การผสมผสาน การบ่งบอกอาณาเขต

พวกนี้ได้หมดเลย !! 

แล้วยังมีคำวา Balm จะแปลว่า ยาหม่อง ก็ ใจไม่ด้านพอ ใจไม่ด้านพอ -..-
Could give them any Balm –เลยกลายเป็น —
ทำให้มันเรียบลื่นเลือนลงบ้างหรือเปล่า
Balm = เรียบลื่นเลือนลง เป็นคุณสมบัติทางยาของ ยาหม่อง !!! -*-

แล้วไหนเจ๊แกจะเล่นคำ เล่นจังหวะ เล่นเสียงแพรวพราวอีก

Death – is but one – and comes but once –
And only nails the eyes –
ความตาย ไม่ใช่แค่นั้น แม้มาเพียงครั้ง
ตรึงตา

!!

ตอนเรียนกลอนพวกนี้ในคณะ
เคยคิดว่าอาจเป็นความบังเอิญ ที่สัญลักษณ์มันพ้องกัน
แต่เป็นคนแปล คนอ่านนั่นแหละ ที่คิดมากไปเอง
5555

แปลเกือบสองชั่วโมง
ต้องคิดทุกคำจริงๆ
แปลเสร็จเหมือนกินกาแฟเข้มๆไปสักสี่แก้ว

ตาค้างงงงง

ไม่บ่นและ แปลดีที่สุดเท่าที่ทำได้ล่ะนะ

I measure every Grief I meet
With narrow, probing, eyes –
I wonder if It weighs like Mine –
Or has an Easier size.
ฉันชำแหละทุกคนเศร้าที่เดินผ่าน
ด้วยคมกรีด ถี่ ลึก ของสายตา
อยากจะรู้ ใช่ มันหนักหนา อย่างของฉัน
หรือไม่ มี ขนาด ที่จัดการ ได้ง่ายกว่าI wonder if They bore it long –
Or did it just begin –
I could not tell the Date of Mine –
It feels so old a pain –
อยากจะรู้ ใช่ เขาแบกมานาน
หรือไม่ มันเพียงเพิ่งเริ่มต้น
ฉันระบุระยะเศร้าของตัวเองไม่ได้
มันรู้สึกคล้ายความเศร้าที่แก่เกินไป

I wonder if it hurts to live –
And if They have to try –
And whether – could They choose between –
It would not be – to die –
อยากจะรู้ หาก มันเจ็บที่ยังคง อยู่อย่างนั้น
แล้ว หาก เขาต้องพยายาม
แล้ว หรือไม่ ที่เขาจะเลือกได้ ระหว่าง
มันจะไม่เป็นอย่างนี้ ตายอย่างนั้น

I note that Some – gone patient long –
At length, renew their smile –
An imitation of a Light
That has so little Oil –
จำแล้วจด ว่าบางคน อดทน นานไป
จนจบนาน สร้างใหม่ รอยยิ้มของเขาเอง
การจำลองแสงสดใส
ที่สลัว คล้ายใกล้หมด พลังงาน

I wonder if when Years have piled –
Some Thousands – on the Harm –
That hurt them early – such a lapse
Could give them any Balm –
อยากจะรู้ หาก เวลามันหมักหมม
ร้อยพัน ทับถมบนเชื้อเน่า
ที่ทำร้ายเขา ที่ผ่านมา การไถลไปกับแผล
ทำให้มันเรียบลื่นเลือนลงบ้างหรือเปล่า

Or would they go on aching still
Through Centuries of Nerve –
Enlightened to a larger Pain –
In Contrast with the Love –
หรือไม่ พวกเขาจะดำรงไว้ ซึ่งความเจ็บปวด
ผ่านเส้นประสาทรับความรู้สึกพันปี
ตื่นตัวตลอดเวลารอรับรู้ โคตรเหง้าของทุกข์
ที่เป็นศัตรู ของความรัก

The Grieved – are many – I am told –
There is the various Cause –
Death – is but one – and comes but once –
And only nails the eyes –
คนเศร้าโศก มีอยู่เต็มโลก โลกบอกฉันอย่างนั้น
มันมีที่มาต่างไป
ความตาย ไม่ใช่แค่นั้น แม้มาเพียงครั้ง
ตรึงตา

There’s Grief of Want – and grief of Cold –
A sort they call “Despair” –
There’s Banishment from native Eyes –
In sight of Native Air –
แล้วก็มี เศร้าด้วยอยาก กับโศกด้วยชินชา
ประเภทที่เรียกว่า ความสิ้นหวัง
แล้วก็มี การถูกเนรเทศ จาก สายตาข้างมาก
อยู่ ท่ามกลาง บรรยากาศเป็นกันเอง

And though I may not guess the kind –
Correctly – yet to me
A piercing Comfort it affords
In passing Calvary –
และ แม้ ฉันอาจไม่คาดประเภท
แม่นยำนัก แต่กับฉัน
สิ่งงปลอบประโลมอันเฉียบขาด มัน หาได้
ใน การเดินผ่าน แท่นสังเวยตัวเอง

To note the fashions – of the Cross –
And how they’re mostly worn –
Still fascinated to presume
That Some – are like my own –
ปรากฏ เป็น แฟชั่น – กากบาท –
ที่เขาเหล่านั้นสวมใส่ซ้ำซาก
ยังจับใจ ให้ถือ ว่าจริง
ว่า ชิ้นส่วนหนึ่งนั้น เป็น เหมือน ส่วนของฉัน

การแปลบทกวี มันไม่ค่อยทำกัน เพราะต้องแปลงซะมากก่วาแปล
เพราะคนแปล ต้องตีความบทกวีก่อน ตีความไม่เหมือนคนแต่งอยู่แล้ว
เป็นไปไม่ได้เลย
 
ตอนเรียนชอบวิชาแปลมาก
ท้าทายสะใจดี
แต่จะโดนอาจารย์คอมเมนท์บ่อยๆว่า
เธอใส่ตัวเองลงไปในงานเยอะนะ
แต่งเองเลยมั้ยยยย
 
555555555