ใส่ความเห็น

Just plant a little watermelon on my grave,
and let the juice (slurp sound) trickle through,
Just plant a little watermelon on my grave,
That’s all I ask of you.

Now fried chicken is mighty mighty fine,
but there’s nothing quite as fine as a watermelone vine,
so plant a little watermelon on my grave,
and let the juice (slurp sound) trickle through.

“..นี่นะ ถ้าหากว่าฉันตายแล้วล่ะก็
ช่วยปลูกแตงโมไว้บนหลุมฝังศพของฉันให้ที
อ้ายน้ำแตงโมมันจะได้ไหลลงไปมั่ง !! ”

=)

ใส่ความเห็น

“Love begins at the point
when a woman enters her first word
into our poetic memory.”

– Milan Kundera

good morning! ,,

ใส่ความเห็น

“everybody falls … sometimes ,, in love”
(and this is how she falls)

On the long and winding road
to love she says
let me walk
let me fall
i’ll dance myself back
to where i really belong
soon

right there she falls
in front of you
it’s deep and she’s down
because of you 
alone and small
she calls for you

she digs and jumps
into some dark hole
only just to find
some kind of stone

she is on her own
she’s there by her will
she’ll be back soon
she knows that she will

but love
love is there
still
deep and down
where she’s found
that there’s no you

why does it always come to this?
it hurts,
doesn’t it?

so
right there she stands
in front of you
trying to understand
that it’s not you

“poor girl from nowhere
 i wish you knew
that there’s nothing else there
you could do”

“but i thought it was you
at least i can do”

so
right there she cries
just behind
“good bye”

there’s no permission to stay
that’s why she’s on her way
home

the road is long
and winding as always

but just like any other days
she knows her favorite songs
but just like any other days
she remembers how to dance her way
back home

right there she writes a little poem
about it
while trying to remember
about you

and the fall
it isn’t really bad
it isn’t really sad
at all

because you has become
one of her favorite songs
the one she will always know
by her heart
how to dance along
with memories, possibilities, and stories
in her head

“หลุมที่ทุกคนตก”

เธอตกหลุมรัก
แต่พอเธอตกลงไป
ถึงพื้นดินที่อยู่ด้านล่าง
เจ็บสาหัส

เธอปีนกลับขึ้นมา
ด้วยความเกลียด

ทำไมมันถึงลงเอยแบบนี้ตลอด
มันไม่ยุติธรรมเสียเลย
ทำไม ทำไม

เธอทำทุกวิธีทางเพื่อจะหาเหตุผล
เธอทำทุกวิธีทางเพื่อจะเข้าใจ
แต่สุดท้ายเธอยอมแพ้
แล้วกลับบ้าน

..ร้องไห้…

ท่ามกลางความสิ้นหวังที่เกินกว่าคนๆนึงจะรับได้
ความสิ้นหวังที่ไร้ซึ่งทางออกใดๆทั้งปวง
เธอเดินเข้าไปในห้องครัว
แล้วหยิบมีดขึ้นมา
หั่นต้นหอม
เพื่อที่จะทำข้าวผัด

หลังจากกินอิ่มท้องด้วยความสุขครั้งสุดท้าย
เธอเดินเข้าไปในห้องเก็บของ
หยิบเชือกอย่างหนาออกมาสองเส้น
พร้อมกับเก้าอี้ทรงสูง

…เธอร้องไห้อีกครั้ง…

เดินไปที่ต้นไม้ใหญ่ในสวนหลังบ้าน
เอาปลายเชือกผูกไว้ที่บนกิ่งไม้สูง
ตัดสินใจแน่วแน่
ว่าเธอจะทำชิงช้า
ที่โยกเล่นไปมา
ได้อย่างสนุกสนาน

เธอค้นพบความจริงชั่วคราว
ว่าการนั่งบนชิงช้า
มันเป็นการรอไปด้วย
เล่นไปด้วย

 =)

ไอ้วัยรุ่น

ใส่ความเห็น

เฮีย : ดูเพลย์ลิสต์แก เดี๋ยวแกเด็ก เดี๋ยวแกแก่ ตกลงจะเอาไง
ซัน  :  เอาหมดแหละเฮีย โลภ
เฮีย : เออดี อยากฟังอะไรก็ฟังไป หัดฟังเพลงวัยรุ่นมั่ง ก่อนยี่สิบห้า แล้วหาว่าไม่เตือน
ซัน :  อะไรวะเฮีย
เฮีย : เพลงเด็กกับเพลงแก่ แก่แล้วก็ยังอินได้ไม่เขิน เพลงวัยรุ่นมันมีหมดอายุ
ซัน : โอ้วววว เจ็บปวด โดนมากับตัวสินะ ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราฟังเผื่อ
เฮีย : เออ ไอ้วัยรุ่น เลขสองมันผ่านไปไวนะเว้ย อย่าเผลอ

เฮียกรปีนี้สามสิบสองแล้ว แต่งงานแล้วชีวิตนิ่งขึ้นเยอะ
รอให้มีลูกก่อนเหอะ อยากรู้ว่าจะฟังเพลงอะไรต่อไป

แต่รู้นะว่าแอบอัพเดทเพลย์ลิสต์ใน KCRW บ่อยๆ 555
เดี๋ยววันหลังหอบหิ้วสต๊อกเพลงไปอัพเดทดีกั่ววววว

เอาสปูนนน The Mystery Zone มาสู้กับเรดิโอเฮดดด หึหึ
จะโยกนู่นนิดนี่หน่อย อย่าได้กลัวววว เป็นกำลังใจให้คนใจรัก 555555

วัยยี่สิบห้าไม่เคยหายไปจากใจนักฟังเพลงคนไหนอยู่แล้วนะ เราว่า

จะมองโลกต่างกันไป มันก็เป็นเรื่องของภาษา !!

ปิดความเห็น บน จะมองโลกต่างกันไป มันก็เป็นเรื่องของภาษา !!

ทำไมไม่ค่อยได้เขียนถึงท่านศาสดาตุลย์ ไวทูรเกียรติ แห่งอพาร์ทเมนท์คุณป้าก็ไม่ทราบได้
เป็นเพราะพี่แกตัวตนเยอะจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน แต่ก็ติดตามเสมอมา
ทั้งในหนังสือในซีดี ทั้งบนเวที
เป็นมนุษย์ที่น่าสนใจมาก ร็อคแอนด์โรลลลบ้านนา
ที่แต่งและร้องได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่ปรัชญา เศรษฐกิจ ศาสนา เซ็กส์ แล้วก็ความรัก 🙂

วันนี้เริ่มด้วยเพลงแรก ของอัลบั้มแรก (EP) Your First Kissตั้งแต่ปี 2547 เจ็ดปีผ่านไป
เพลงชื่อ เรื่องธรรมดา
ขึ้นต้นมาก็เหมือนจะคิดได้อย่างปล่อยวางหรืออะไรแบบนั้น
แล้วจะมีเรื่องอะไรให้ร้องให้เล่าต่อไปเนี่ย (อันนี้สงสัยตั้งแต่ฟังหนแรก!!)
แต่พ่อคุณท่านไม่เป็นอย่างนั้น
เพราะเรื่องธรรมดาหลายเรื่องน่าสนใจเหลือเชื่อผ่านวิธีเล่าของท่านตุลย์
น่าสนใจพอให้คนฟังโยกหัวตามความพรั่งพรูของคนเล่า
เป็นจังหวะร็อคได้ต่อมาอีก 4 ++ อัลบั้ม

อืมมมม เรื่องธรรมดา มา!!!

ในคืนที่โลกลวงมีพระจันทร์เต็มดวง
คุณอาจจะรอให้อดีต เดินเข้ามาติดบ่วง
เกิดขึ้นและดับได้ ไปตามกาลเวลา
คุณอาจจะรอให้นักปราชญ์ ออกมาเอ่ยวาจา

เกี่ยวกับคุณ เกี่ยวกับผม เกี่ยวกับคน เกี่ยวกับใคร
เกี่ยวกับการศึกษา ที่อยู่นอกรั้วมหาลัย
เกี่ยวกับเรา เกี่ยวกับรัก หรือเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว
เกี่ยวกับพรหมลิขิตที่ทำให้เกิดความกลัว
ถ้าคุณจะคิดมาก คุณอาจจะหัวหมุน
คุณอย่าไปติดและยึด ในสิ่งที่เป็นของคุณ
อนาคตที่เกิดขึ้น มันอาจจะไม่สวยงาม
แต่มันก็ไม่จำเป็น ว่าจะเป็นของเลวทราม
ที่ทุกสิ่งทุกอย่าง มีเกิดแล้วก็ดับ
สิ่งที่คุณทำได้ คือพูดสวัสดีครับ
รับฟังทุกข้อความ ว่ามันยังธรรมดา
จะมีทุกข์ มีสุข เรื่องธรรมดา
 
อพาร์ตเมนต์คุณป้า อาจจะทำให้คุณบ้า
อาจจะทำให้คุณหัวเราะออกมา 555
เราขอนั่งอยู่ตรงนี้ คืออยู่ในเมืองบางกอก
แล้วส่งเสียงสะท้อนออกไป ถึงโตเกียว
เราอาจจะมีกวี มากกว่าสุนทรภู่
เราอาจจะมีเรื่องแปลก มากกว่าตามไปดู
เราอาจจะมีเงินทอง มากกว่าคุณทักษิณ
เราอาจจะมีความเหมือน ที่คล้ายๆ กับเอกพันธ์กับบิณ
เราอาจจะไร้น้ำหนัก เหมือนกับอยู่ในอวกาศ
เราอาจจะร้องรำทำเพลง คล้ายๆกับเป็นโรคประสาท
ทุกๆ สิ่งรอบตัว ไม่เคยจะทำให้เราตกใจ
เราอยากจะเป็นส่วนหนึ่ง ของกรุงเทพ ประเทศไทย
ไม่ว่าคุณจะมาจากไหนก็เป็นเรื่องธรรมดา
จะมองโลกต่างกันไป มันก็เป็นเรื่องของภาษา
จะมีจุดจบที่ต่างกัน มันก็เป็นเรื่องของกาลเวลา
ของการเข้าพักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์คุณป้า

โอ้ววว สวัสดีค่ะ ท่านศาสนาแห่งศาสนาสากลดนตรีธรรมดา 🙂

ปอลอ
คอนเสิร์ตนี้ยุคแรกๆ เป็นกวีเพิ่งจับไมค์หัดร็อคแอนโรล  ยังไม่เก๋าเวที
ปัจจุบันนี่โลดแล่นมาก เสียงก็เต็มมาสเตอร์มาก สนุก!!!

“ล่าสุดเข้าไปดูในเว็บไซด์ตัวกูของกูดอทคอม” แหมท่านศาสดาก็ติดตามเว็บนี้เหมือนกันเหรอ
“ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าเป็นเพลงที่ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนาแต่อย่างใดครับ”
เอาเหอะ จะเป็นเพลงธรรมะหรือไม่ธรรมะ จะเรียกว่าอะไร ก็ธรรมดา !!

() ย่อยแสงสลายอีกรอบ

ใส่ความเห็น

เพลงในความมืดในโรงหนังสือ ก่อนฉาย และหลังฉาย

Music : HOPE TO SEE by  Drever McCusker Woomble, Before The Ruin Album
Motion Pic : Northern Aurora Phoenomenon (Time Laspe) by Discovery Channel

แสงสลาย ของ ปราบดา หยุ่น

0. ชอบชื่อ สี ปก เนื้อกระดาษ รูปเล่ม ความบาง ปกหลัง 
เป็นหนังสือที่ไม่เหมือนหนังสือดี เป็นวัตถุอะไรซักอย่าง
มีพลังในตัวเอง ไม่เว่อ แต่ตั้งใจ
 
0.1 นายเลือน ล้วนทอง นึกหน้าตาประมาณ ลุงเปี๊ยก ใช่แน่ๆ ครูที่หยุดพูดไปเฉยๆโดยบอกล่วงหน้า 😀

1. หัสสนธยาต่อหน้าประวัติศาสตร์แห่งอิสรภาพ (ปลอดโฆษณา)

– ปลอดโฆษณา ยังกะโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ 55
– ต้องเปิดพจนานุกรมกันเลยทีเดียว 
   หัส : การรื่นเริง : laughter เช่น หัสดนตรี หัสนาฎกรรม หัสนิยาย (แปลว่าเรื่องชวนหัว) 
(รวมๆแล้วนึกถึงมิลานมากมาย book of laughter and forgetting , laughable loves… 
ยิ้มมมม   ถึงเวลาไปห้องสมุดอีกแล้ววววว)
   สนธยา (อังกฤษ: twilight) หมายถึง ช่วงเวลาก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น หรือหลังจากดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว เมื่อแสงจากดวงอาทิตย์ที่ยังกระจายอยู่ในชั้นบรรยากาศชั้นบน ได้ส่องมายังชั้นบรรยากาศชั้นล่างและพื้นผิวโลก ทำให้ขณะนั้นเห็นท้องฟ้าบริเวณใกล้กับขอบฟ้าเป็นสีเหลือง ส้ม หรือแดง (โอ้วว วิกิพีเดีย เธอช่างกวี น่ารักมาก)

รวม ตอนที่หนึ่งได้ความว่า Laughable Twilight (Ads. FREE) !!! 🙂

เข้าเรื่องของนายอิสรภาพ

ยากจะปฏิเสธว่ามันมีบรรยากาศน่าเศร้าสมเพช และชวนให้หัวร่อซ้ำเติม

อย่านั่งใกล้ทีวีเกินไป! ขอโทษ ต้องพูดใหม่ว่า อย่านั่งใกล้เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง

นายอิสรภาพถอนหายใจยาว หมู่นี้เขาถอนหายใจบ่อยจนเกือบติดเป็นนิสัย

นายอิสรภาพมักซักถามตัวเอง
ว่าเหตุใดเขาจึงหมกมุ่นครุ่นคิดและเคร่งเครียดกับการเปลี่ยนแปลง
ของสังคมมนุษย์ในขั้นรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

เขาเป็นพวกต่อต้านวิวัฒนาการอย่างนั้นหรือ
…หรือเป็นพวกเห็นอะไรก็ไม่ดีไม่งาม
เว้นแต่ความเชื่อและอุดมการณ์ของตัวเอง

เงาผู้หญิงบนจอทีวีหยุดกระตุกและเริ่มคมชัดขึ้น

นายอิสรภาพไม่อยากเชื่อตาตัวเอง
แต่จะว่าไปเขาไม่เคยเชื่อสิ่งอื่นใด
มากกว่าดวงตาของตัวเขาเอง

1.1 (…) ชอบนักเขียนที่ใช้วงเล็บ ทำให้หนังสือมีชีวิตดี เหมือนนั่งคุยกันอยู่

(แน่นอน เพราะสมชาย พ่อของนายอิสรภาพ เป็นพวกโรแมนติก ประเภทใฝ่ฝันอยากเป็นนก
อยากกางปีกโฉบเฉี่ยวโบยบินอย่างอิสระ และเมื่อมีลูกชายก็ป้ายแปะความโรแมนติกนั้นให้ลูก
เนื่องเพราะปรารถนาความเป็นรูปธรรม  ที่สำคัญเขาไม่ต้องการตั้งชื่อลูกด้วยกระบวนความคิด
เดียวกับที่พ่อของเขาตั้งชื่อเขา นั่นคือความคิดแบบบ้านนอก ความคิดแบบสิ้นคิด
ความคิดแบบสมชายๆ)

(เสียงหัวร่อของคนกลุ่มหนึ่งดังขึ้นรับความคิดของนายอิสรภาพ
ดูเหมือนจะมีคณะมนุษย์อารมณ์ดี เดินทอดน่องผ่านไปในซอย)

(เสียงหัวเราะเริงร่าของคนกลุ่มเดิมดังขึ้นอีกครั้ง
ดูเหมือนพวกเขาจะเดินย้อนกลับไปกลับมาอยู่ในซอยอย่างไร้เหตุผล)

(คนอารมณ์ดีกลุ่มเดิมเดินผ่านมาส่งเสียงหัวร่ออีกครั้ง
หากพวกเขากำลังหลงทางในซอยเป่าสากซอยนี้แล้วล่ะก็
ก็จะต้องจัดว่าเป็นกลุ่มคนหลงทางที่เบิกบานผิดปกติ)

วงเล็บนี่เป็นหัสเล็กๆ เรื่องเล็กๆที่ทำให้ยิ้มได้เรื่อยเรื่อยระหว่างกระบวนการสลายแสง
เพื่อความเข้าใจความมืดในมุมใหม่ๆหลังการมองเดิมๆ

2. เรื่องที่ดับไปนาน

นี่คืออนาคต กล่องวิเศษ เขารับรู้ได้ถึงความหมายของคำว่า “ความสนใจ” เป็นครั้งแรก
ภาพสีในจอทีวีเป็นภาพที่น่าหลงใหลกว่าภาพในโลกแห่งความเป็นจริงมากนัก

บางลวง ครูเลือน เดอะเอเวอร์ลี บราเธอร์ส พิ้งก์ ฟลอยด์ เดอะเกรสเทสวอลล์
เพราะผมรู้ว่าพ่อโกหก
ผมสงสัยว่าการยิ้มโดยไม่รู้สึกยิ้มเป็นการโกหกหลอกลวงหรือไม่

ตอนที่สองนี่ แฟลชแบคสั้นๆ กำลังดี ไม่ให้เหตุผลหรือคำตอบทั้งหมด ได้รู้เค้าลางบ้าง
อยากอ่านเล่มบางๆที่เล่าถึงนายสมชายมนุษย์โรแมนติก ที่ตั้งชื่อลูกว่านายอิสรภาพ เพื่อรูปธรรม
น่าจะเป็นตัวละครที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย อาจจะได้อะไรบ้างจากคนแบบนี้

3. ภาพสุดท้าย

นายอิสรภาพก้มลงมองเงาบนจอพลางยื่นมือไปแตะบนผิวกระจก
ละอองฝุ่นบางๆตรงจุดที่เขาแตะพากันตื่นแหวกว่ายขึ้นสู่อากาศเงียบเงียบ
แต่แล้วใบหน้าผู้หญิงที่คุ้นตาเขาจนทำให้ใจเริ่มเต้นถี่และสมองป่วนปั่น
ก็พลันหายไปพร้อมกับการกระจายของฝุ่น

และเมื่อหันกลับไป
เขาจึงเพิ่งรู้ตัวว่าสายตาของเขาต่างหากที่กำลังดับบอด
ไม่ใช่แสงของดวงอาทิตย์

การถ่ายภาพดวงตาของผู้ตายไปล้างขยายและตรวจสอบ
ด้วยความเชื่อที่ว่าภาพสุดท้ายที่มนุษย์เห็นก่อนสิ้นใจ
จะยังถูกบันทึกไว้โดยเรตินา และปรากฎค้างอยู่บนคอร์เนีย

เธอที่เขาทำให้หายไปในสุสานทีวี…ตัวตนที่รวมกันเป็น”เขา”
….ฆาตกรผู้ฆ่าความรักด้วยเงื่อนไขของอิสรภาพ!!!
เรียกว่าเป็นความบกพร่องโดยสุจริต เหอะๆ
ตอนนี้พีคดี อ่านรอบแรกไม่เข้าใจ แต่น่าติดตามเหลือเชื่อ
อ่านไปจนจบ ผ่านไปแป๊บนึงค่อยๆเป็นเรื่องเป็นราว
ชอบนักไอ้อะไรที่เหมือนมีอยู่แต่มองไม่เห็นนี่
อย่างเช่นความรัก

4. เหตุการณ์ระยะใกล้

เธออดนึกสมเพชผสมเอ็นดูวีรกรรมที่เพิ่งทำลงไปไม่ได้
คนอะไรไม่เคยเปลี่ยน ไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่มีการตระเตรียมใดๆทั้งสิ้น

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาทำไม
อุตส่าห์เดินอุ้มทีวีมาตั้งไกล ซื้อมาก็ไม่ใช่ถูกๆ
แต่ที่จริงเธอรู้เหตุผลของการมาในวันนี้ดี
เธอมาเพื่อให้ได้เห็น ก็เท่านั้นเอง
อารยาย่อตัวลงผูกเชือกรองเท้า

แสงนีออนมักมีอิทธิพลต่อดวงตาของเธออย่างประหลาด
มันทำให้เธอเหม่อลอย สมองหยุดนิ่งและเกือบหลงลืมทุกสิ่ง
แต่ตอนนี้เธอมองมันด้วยความรู้สึกคล้ายกำลังมองกล่องไฟขนาดมหึมา
กล่องไฟที่กำลังช่วยเยียวยา
บางอย่างในจิตใต้สำนึกของเธอ

ราวกับว่าเธอเป็นคนป่วยในห้องพยาบาล

แต่แล้วในที่สุดอารยาก็เดินไปจากตรงนั้น

ใช่ เพื่อตัวเอง
เพื่อให้ตัวเองได้อะไรขึ้นมา
คำถามแบบนี้แม้แต่ตัวเองในจินตนาการก็ตอบไม่ได้
และเลือกที่จะไม่ตอบ

ในสายตาของเธอ
ภาพที่ปรากฎบนจอทีวีเคลื่อนไหวไหลผสมสลับกันเป็นเส้นสีไร้รูปร่าง

คล้ายก้อนนามธรรมที่มีชีวิตหมุนเวียนอยู่ในกล่องกระจก
ทันใดมันก็พลันดับมืดลง

รอบตัวเธอมือสนิท

…ในความมืดสนิท
เราไม่อาจแม้จะคิดเดาว่าอารยากำลังทำอะไร แสดงสีหน้าเช่นใด

…หากเธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นจริง เธอก็ยืนนิ่งอยู่นานทีเดียว
    นานเกินกว่าที่ผู้ไม่คุ้นชินกับความมืดจะทนยืนอยู่ได้
    โดยไม่เกิดอาการหวาดตระหนกและหวั่นกลัว

จบ คิดว่าต่อไป อารยาอาจจะรอดบ้างไม่รอดบ้าง 
แต่ในความมืดสติ และความเข้มแข็งบางประเภทอย่างที่เธอมี
น่าจะมีความหมาย และเธอมีมันนะ

อารยาดูเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจ ควรค่าแก่การทะนุถนอม
มีแล้วก็ควรรักษาไว้ให้ดี ราวกับเป็นนางฟ้าในอุ้งมือ
น่าจะให้มันเป็นความรู้สึกขอบคุณ มากกว่าความรู้สึกผิด

สรุป ชอบ บรรยากาศรวมๆของ
แสงทีวี แสงอาทิตย์ แสงนีออน 
สีขาวดำ เทา สี แดง ขาวนวล
ภาพ ดวงตา ระยะ การมองเห็น 
ทีวี ตัวตน อิสรภาพ ความสัมพันธ์กับมนุษย์
ผู้หญิงลึกลับ ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้อธิบาย แต่รู้สึกถึงความหมาย
บทสนทนาพ่อลูก บทสนทนาแม่ลูก
อดีตที่ไม่เล่า ความแช่มช้า ความมืด ความนิ่งนึก
และอารมณ์ขันที่ไม่ลืมระหว่างทาง
และก็ความหวังรำไรรำไร
กับความรักที่มีความรับผิดชอบ?

ชอบเรื่องนี้ บางแต่แน่น มืดแต่สว่าง เหมือนสลายเป็นส่วนๆแต่เชื่อมโยงกัน “กลม”
 : แสงสลาย ปราบดา หยุ่น
ชอบเรื่องสั้นขนาดยาว ชอบนวนิยายขนาดสั้น
เพราะจะได้ตีความให้สะใจ ชอบ over-analysis ตามอารมณ์ตัวเอง 55

อยากไปห้องสมุดดดดดดด

😀

หลังจากแสงสลาย น่าจะเห็นแสงใหม่ๆเกิดขึ้นมาบ้างนะ อย่าตายไปเฉยๆล่ะ
มีคนดีๆรออยู่แล้ว กับความรัก

May he master everything
that such men may know
about loving, and then letting go

My Favorite Fact Today :

27เมษายน 2554
ตามทฤษฎีดาราศาสตร์
วันนี้เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับกรุงเทพมหานคร
พยากรณ์อากาศบอกว่า
แต่เราโชคดีที่พระอาทิตย์ไม่ได้ทำให้วันนี้มีอุณหภูมิร้อนที่สุด
เพราะมีปัจจัยทางอากาศอื่นๆ อย่างสายฝนที่กระหน่ำมาช่วยลดอุณหภูมิ
เพราะความกดอากาศสูงที่ทำให้เกิดพายุฤดูร้อนในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา
วันนี้ถ้าเราไปยืนอยู่ใต้ดวงอาทิตย์
เงาของเราจะสั้นที่สุดจนแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเรา
แทบจะไม่มีอยู่ใต้ตัวเรา

โอ้วววว “ทีวีสามร้อยหกสิบองศา” รายงานข่าวดินฟ้าอากาศได้น่ารักจริง 😀

Christopher Johnson McCandless

5 ความเห็น

สามสี่ปีก่อน เพิ่งเข้ามหาลัยใหม่ๆ โดดเรียนนอนอยู่หอ เปิดยูบีซีไปเจอหนังเรื่อง Into The Wild
ได้รู้จัก Christopher Johnson McCandless
ร้องไห้เกือบตายตอนคริสจดประโยคสุดท้ายไว้ในหนังสือ “Happiness only real when shared”
จำได้ว่าที่ร้อง เพราะกลัว กลัวตายไปอย่างคนขี้ขลาดเห็นแก่ตัวที่ทิ้งทุกอย่างมาหาความว่างเปล่า
กลัวจะเป็นแบบคริส

วันนี้  เพิ่งจบมหาลัยใหม่ๆ (ตรงกับช่วงชีวิตที่คุณคริสหนีออกจากบ้าน หนีออกจากชีวิตเก่า
ทิ้งทุกเรื่องทุกคนไปเฉยๆ เปลี่ยนชื่อเป็น Alexander Supertramp แล้วพาตัวเองเข้าป่า หา “ความจริง”)
เปิดยูบีซีไปเจอ อีกครั้ง ไม่ร้องไม่เศร้า ดูไปคิดไป นึกไปว่าเราเรียนรู้อะไรบ้าง จากหนังเรื่องนี้
หนึ่งในไม่กี่เรื่องที่เปลี่ยนชีวิต

ที่หนนี้ไม่เศร้า เพราะ คิดได้ว่าหนังมันไม่ได้สร้างมาให้เราเศร้าสมเพชจุดจบของคุณคริส
สำหรับเราวันนี้ หนังมันสร้างมาให้เรารู้ว่า “Questions are expensive” เหมือนในเพลง
Too much freedom ของ Lou Barlow น่ะแหละ

อิสรภาพคำถามเรื่องความจริงความหมายหรืออะไรพวกนั้นที่มันเป็นตัวตน มันทำให้เราเห็นแก่ตัว
เราใช้เวลาในชีวิตไปกับตัวเอง ระหว่างทางไปสู่สิ่งที่เราค้นหา หันหลังกลับไปก็ไม่เหลือใครแล้ว
ประเด็นเรื่อง Love and Freedom มีอยู่ในเพลง ในหนัง ในหนังสือไม่รู้กี่เล่ม 

แต่ใน Into The Wild มันให้เห็นกระบรวนการชัดเจนในการเรียนรู้ของคุณคริส
เห็น Price หรือราคาค่าเสียหายที่เราต้องจ่ายให้กับเส้นทางที่เราเลือกจะเดิน
สุดท้ายก็เป็นเราที่ต้องเลือกเอาเอง ว่าจะเอายังไง

ด้วยความที่คุณคริสเป็น Extremist หลายๆทัศนคติของคุณคริสดูเหมือนจะสุดโต่ง
ความสุดโต่งบางทีก็เป็นเรื่องโง่ เพราะเป็นการปิดโอกาสตัวเอง หลายๆทัศนะเราเคยเห็นด้วยกับคุณคริส
มาวันนี้ได้มาดูอีกรอบ รู้สึกว่า เพราะคิดแบบนี้แหละ ถึงได้จบแบบนี้
บางทีเราน่าจะประนีประนอมกับความคิดตัวเองบ้าง
—————————

สิ่งที่เราเรียนรู้จากที่คุณคริสเรียนรู้

“Rather than love, than money, than faith, than fame, than fairness… give me truth.”
ท่อนคลาสสิคของ Thoreau ผู้นำลัทธิเข้าป่าแสวงหาความจริง 
ประโยคนี้แหละช่างมีอิทธิพลเป็นจุดเริ่มต้น ของทุกคนที่เดินเส้นทางนี้
เพื่อความจริงอะไรซักอย่างก็ไม่รู้
บางทีความต้องการที่จะตาสว่างมากๆ ก็ทำให้คนเราตาบอดได้เหมือนกัน

“The joy of life comes from our encounters with new experiences,
and hence there is no greater joy than to have an endlessly changing horizon,
for each day to have a new and different sun.”
เราก็เคยหลงคิดไปว่าความสุขขึ้นกับสถานที่กับเรื่องราวใหม่ๆ
ความไม่รู้จักพอใจ เพราะพอใจไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายมันเหนื่อยมาก
เหมือนวิ่งตามหาบางอย่างที่วิ่งหนีมาตั้งแต่แรก

“You don’t need human relationships to be happy, God has placed it all around us.”
เคยเห็นด้วยกับสุดโต่งนี้ของคุณคริส หลังๆเริ่มสงสัย
ลัทธิธรรมชาตินิยม ไม่รู้ว่าจริงๆสอนให้เลิกนิยมมนุษย์ไปเลยรึเปล่า
มันต้องขาวดำแบบนั้นเลยเหรอ จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยเหรอ

“Some people feel like they don’t deserve love.
They walk away quietly into empty spaces, trying to close the gaps of the past.”
ความรู้สึกผิดหรือความรู้สึกว่าใครสักคนผิดเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนไม่อยู่กับที่

“Mr. Franz I think careers are a 20th century invention and I don’t want one.”
อันนี้แหละแม่เจ้า ก็เป็นแค่การให้ความหมาย จะงานแบบไหนก็งานเหมือนกัน
ที่จริงไม่น่าจะขึ้นอยู่กับว่าทำอะไร แต่ทำมันยังไงมากกว่า
ไม่น่าไปต่อต้านระบบแบบโง่ๆอย่างที่ผ่านมาเลยตัวเรา

“If we admit that human life can be ruled by reason, then all possibility of life is destroyed.”
ท่อนคลาสสิคอีกอันของ Tolstoy ขอด่าคุณนักปรัชญาหน่อยเหอะ
ประโยคนี้แต่งไม่ดีตั้งแต่ต้น reason กับ possibility ไม่ใช่คู่ตรงข้าม ไ
ม่จำเป็นต้องเลือกอย่างเดียวตลอดไปซะหน่อย
ประโยคเว่อร์ๆคิดให้เสร็จสรรพแบบนี้แหละที่ทำให้คนเราไม่ได้คิด
เกลียดนักปรัชญาสำเร็จรูป

“I read somewhere…how important it is in life not necessarily to be strong…but to feel strong”
ก็หลอกตัวเองว่าทำได้ เพราะว่าจำเป็นมากที่ต้องทำให้รู้สึกว่าทำได้ ทั้งๆที่บางทีก็ทำไม่ได้จริงๆ T_T

Ron Franz:
    I’m going to miss you when you go.
Christopher McCandless:
    I will miss you too, but you are wrong if you think that the joy of life comes principally 
    from the joy of human relationships. God’s place is all around us, it is in everything and 
    in anything we can experience. People just need  to change the way they look at things.
Ron Franz:
    Yeah. I am going to take stock of that. You know I am. I want to tell you something.
    From  bits and pieces of what you have told me about  your family, your mother and your dad
   … And I know you have problems with the church too… But there is some kind of bigger thing that
    we  can all appreciate and it sounds to me you  don’t mind calling it God.
    But when you  forgive, you love. And when you love, God’s light shines through you.
Christopher McCandless:
    Holy shit!!!
ลุงรอนสอนคุณคริส

Christopher McCandless:
   You know, about getting out of this sick society. Society!
Wayne Westerberg: [coughs]
   Society! Society!
Christopher McCandless:
   Society, man! You know, society! Cause, you know what I don’t understand?
    I don’t understand why people, why every fucking person is so bad to each other so fucking often.
   It doesn’t make sense to me. Judgment. Control. All that, the whole spectrum.
  Well, it just…
Wayne Westerberg:
   What “people” we talking about?
Christopher McCandless:
   You know, parents, hypocrites, politicians,  pricks.
Wayne Westerberg: [taps Chris’ head]
   This is a mistake. It’s a mistake to get too deep into all that kind of stuff.
   Alex, you’re a  hell of a young guy, a hell of a young guy. But I promise you this.
   You’re a young guy! Can’t be juggling blood and fire all the time!
[laughs]

“…henceforth will learn to accept my errors, however great they be…”
ประโยคนี้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนคุณคริสตาย

“Happiness only real when shared”
ประโยครองสุดท้ายก่อนคุณคริสตาย

“I have had a happy life and thank the Lord. Goodbye and may God bless all!”
ประโยคนี้เป็นประโยคสุดท้ายก่อนคุณคริสตาย

 อืมจบ สรุปว่า ก็ทั้งเรื่องล่ะนะ ทั้งชีวิตคุณคริสที่เอาไปแลกมาเป็นบทเรียน
ขอบคุณนะคุณ Christopher Johnson McCandless

Older Entries